หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: หน้าดุแค่ไหนก็ละมุนได้ รีวิวศัลยกรรมโครงหน้าแบบละเอียดยิบ  (อ่าน 41 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 19 ส.ค. 21, 14:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
สวัสดีค่า~~~
วันนี้จะมารีวิวการไปทำศัลยกรรมโครงหน้าที่รพ.บาโนบากิกันค่ะ!

เริ่มจากปัญหาของโครงหน้ากันก่อนเลย
ปกติเราไม่ได้เป็นคนที่มีปัญหารูปหน้าเหลี่ยมหรืออะไรนะคะ แต่เป็นคนโหนกชัดและคางยาว
หน้าโดยรวมก็ออกแนวดูกลมๆซึ่งเป็นจุดที่เราอยากมาแก้ไขค่ะ
และเป็นคนตา จมูก ชัด บวกกับโหนกชัดเข้าไปอีกเลยทำให้หน้าดูดุ ไม่ละมุน

ก่อนหน้านี้ก็พยายามจะแก้ไขด้วยตัวเองหลายอย่าง ทั้งไดเอทลดความอ้วนไปด้วย ไปฉีดนู่นฉีดนี่
แต่มันก็ยังไม่สามารถโคฟเวอร์ปัญหาที่เราอยากแก้ได้ทั้งหมดค่ะ....
ก่อนจะตัดสินใจมาทำศัลยกรรมก็ลังเลอยู่นาน เพราะกลัวไปทำมาแล้วหน้าดูดุกว่าเดิม TT
อยากได้แนวที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า

หลังจากดูรีวิวมาหลายรพ. ก็ตัดสินใจเลือกที่นี่ค่ะ เพราะดูเป็นแนวที่ใกล้เคียงกับหน้าที่เราอยากได้มากที่สุด
ที่นี่รีวิวโครงหน้าเยอะมากค่ะ ดูกันให้ตาแฉะไปเลย 555555

ตอนที่ปรึกษากับคุณหมอ ถึงจะยังไม่ได้เล่าถึงความกังวลเกี่ยวกับใบหน้าให้ฟังทั้งหมด
แต่คุณหมอก็วิเคราะห์ใบหน้าและบอกถึงปัญหาของเรา จุดที่ควรแก้ไข
ซึ่งมันตรงกับที่เรากำลังกังวลทั้งหมด เตรียมคำถามที่อยากถามไปหลายข้อ

แต่คุณหมออธิบายละเอียดมากแทบไม่ต้องถามเพิ่มเลยค่ะ 5555555 คุณหมอบอกว่าหลังทำใบหน้าจะดูละมุนขึ้นกว่านี้ ได้ค่ะ เชื่อคุณหมอ!
หลังเจอคุณหมอเสร็จ ก็ออกมาคุยกับผู้เชี่ยวชาญต่อค่ะ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่น่าจะรับหน้าที่ดูแลเราจากนี้แหละค่ะ
และเราได้ตัดสินใจเลือกวันผ่าตัดเลย มือไวใจเร็วสุด!

คุณผู้เชี่ยวชาญก็ใจดีมากๆ คือบอกตรงๆว่าเราแอบเป็นคนเยอะนิดนึงรู้ตัว 5555
คือเป็นคนที่กังวลเยอะและค่อนข้างถามเยอะ แต่เค้าก็รับฟังและช่วยอธิบายจนจบเลย

เกริ่นยาวไปไหม ขอโทษทีค่ะ มาเข้าเรื่องกันเลย 55555555
ลองดูรูปก่อนที่จะทำศัลยกรรมของเรากันก่อนนะคะ


ในรูปไม่ว่าจะถ่ายกด ถ่ายเสย สิ่งที่เห็นชัดๆเลยคือ ‘โหนก’ จ้า
ตอนนี้น้ำหนักลงจากเมื่อก่อนเล็กน้อยด้วย ไม่รู้เพราะงี้รึเปล่า คือพอผอมลง เหมือนโหนกชัดกว่าเดิมไปอีก TT
ตอนอวบกว่านี้คือโหนกยังดูดีกว่านี้อีก ออกไปทางแนวน่ารัก
ยังไงก็ตามเราอยากได้อิมเมจที่ดูหน้าหวานๆ ละมุน วีไลน์สวยมากกว่า
เขินอยู่นะคะที่ต้องเอารูปหน้าสด โนฟิลเตอร์ มาลง
แต่เพื่อให้เทียบได้เห็นกันชัดๆค่ะ

ก่อนจะไปผ่าตัดครั้งนี้ น้ำหนักแอบขึ้นมานิดนึง
เลยพยายามไดเอทก่อนจะไปผ่าตัดค่ะ หลังผ่าตัดก็กะว่าจะไดเอทต่อไปเรื่อยๆด้วย
เพราะคิดว่ามันน่าจะช่วยให้ผลลัพธ์ที่ออกมาดูดีมากยิ่งขึ้น หน้าสวยแล้ว ก็อยากหุ่นสวยด้วยจ้า
เพราะไดเอทรอบนี้คงไม่ทำให้โหนกชัดแบบเดิมแล้ว ทำได้เต็มที่เลยค่ะ

หวังว่าจะได้หน้าหวานๆละมุนๆแบบที่อยากได้
ตื่นเต้นมากค่ะ เพราะอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันผ่าตัดแล้ว
หลังผ่าตัดครบ 1อาทิตย์จะเอาภาพมาฝากกันอีกนะคะ




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 26 ส.ค. 21, 15:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีค่ะ!

หลังจากเข้ารับการผ่าตัดมาได้ 1 อาทิตย์ ก็ถึงเวลากลับมาเขียนรีวิวแล้วค่ะ
รายการผ่าตัดของเรามี ลดโหนกแก้ม + กราม + เสริมกระดูกร่องแก้มค่ะ


ที่เสริมกระดูกร่องแก้มเป็นเพราะว่าเรากังวลเรื่องริ้วรอยตรงร่องแก้มอยู่แล้ว
ที่ผ่านมาก็อาศัยฉีดฟิลเลอร์ร่องแก้มเอามาโดยตลอดค่ะ
เราไม่ทันได้บอกก็เหมือนคุณหมอจะรู้อยู่แล้วค่ะ ว่าเรากังวลตรงจุดนี้ 5555555
เพราะฉะนั้นเลยแนะนำให้เสริมกระดูกร่องแก้มไปพร้อมกับทำโครงหน้าครั้งนี้เลย เพราะถ้าไม่ทำด้วยกันรอบนี้ก็จะไม่มีโอกาสแล้วค่ะ


เนื่องจากเป็นการเอากระดูกเราเองที่จะถูกตัดออกไปรอบนี้มาเสริมให้
ส่วนตรงคางคุณหมอบอกว่าไม่ต้องทำก็ได้ แต่จะช่วยปรับแต่งนิดหน่อยให้รับกับโครงหน้าโดยรวมให้ออกมาดูเป็นธรรมชาติพอค่ะ


ตอนปรึกษากับคุณหมอเอง คุณหมอก็จะช่วยเบรคตลอดค่ะ
ตรงไหนที่ไม่จำเป็นต้องทำก็จะบอกว่าตรงนั้นสวยแล้วไม่ต้องทำเพิ่ม
คุณหมอถามด้วยว่าเราเป็นคนศีรษะใหญ่รึเปล่า
เพราะถ้าเป็นงั้นการผ่าตัดค่อนข้างจะมีข้อจำกัดนิดนึง
เราเลยถามคุณหมอว่า จากที่หมอดูอย่างเราถือว่าหัวค่อนข้างใหญ่ไหม?
คุณหมอบอกว่าค่อนข้างใหญ่ค่ะ แต่จะพยายามทำให้ออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด และปลอบใจว่าไม่ต้องเป็นห่วงค่ะ


เราถามเรื่องวิธีผ่าตัดไปหลายคำถามมาก
คุณหมอก็ตอบหมดและอธิบายให้ละเอียดมากเลยค่ะ
ตอนแรกแอบกลัวคุณหมอรำคาญนะ แบบถามอะไรเยอะแยะ 5555555
แต่คุณหมอใจดีมากจริงค่ะ เหมือนคุณพ่อเลย

ถ้ามีใครเคยไปปรึกษากับคุณหมอน่าจะรู้ค่ะว่าฟีลเป็นไง 5555555

ช่วงระหว่างรอเข้าห้องผ่า เราก็อยู่คนเดียวค่ะ ไม่ได้พาใครมาด้วย
คุณที่ปรึกษาเลยมาอยู่ด้วยและชวนคุยอยู่ข้างๆ
ขอบคุณมากๆเลยค่ะที่ช่วยให้ไม่เหงา


ในที่สุดก็ได้เข้าห้องผ่าตัดและเตรียมตัว
หลังจากดมยาสลบเข้าไป เราก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยค่ะ ลืมตาอีกทีก็อยู่ห้องพักฟื้นแล้ว


ในห้องพักฟื้นค่อนข้างหนาวค่ะ เราถามคุณพยาบาลบ่อยมากว่ากี่โมงแล้ว
เราโอเคแล้ว ให้ช่วยพาขึ้นไปห้องหน่อย (ห้องพักฟื้นกับห้องผู้ป่วยคนละห้องกันค่ะ)
จริงๆพูดไปงั้น ยังมึนอยู่เลยค่ะ 555555555555


หลังผ่าตัดคืนแรก

หลังจากย้ายไปห้องพักผู้ป่วย นึกว่าจะสบายแล้ว แต่ความวุ่นวายยังไม่จบค่ะ เพราะเราทำสายระบายเลือดหลุดออกข้างนึง
คุณพยาบาลเลยรีบมาใส่ให้ แต่ก่อนใส่ต้องดึงเทปที่แปะตรงคางออกก่อน
เจ็บมากๆ น้ำตาไหลกันเลยจ้า วุ่นวายไปหมด TT

คุณหมอก็เป็นห่วงมากๆ เลยแวะมาเยี่ยมเราก่อนเลิกงานด้วยค่ะ
คุณหมอมาลูบหลังเพราะเราร้องให้ TT บอกว่าการผ่าตัดผ่านไปด้วยดีนะ ไม่ต้องกังวล
รูปที่ถ่ายมาเป็นตอนวิดิโอคอลกับเพื่อนหลังผ่าตัดเสร็จ แล้วเพื่อนแคปหน้าจอตอนคุยกับเราส่งมาให้ค่ะ 55555
เราเองก็พยายามถ่ายเองด้วย
คือก็มึนๆ ไม่ได้มีสติเท่าไหร่ แต่คิดไว้แล้วว่าต้องเก็บภาพมารีวิว เลยกดถ่ายแบบเบลอๆ 5555555555


หลังจากฟื้นจากยาสลบเต็มที่ ความปวดก็มาเยือนค่ะ ปกติรพ.จะให้ยาบรรเทาปวดทางสายน้ำเกลืออยู่แล้ว แต่คืนนั้นเราขอเพิ่มเป็นสองรอบเลยค่ะ ไม่ไหวจริง

นอนคิดว่า ถ้ารู้ว่ามันจะเจ็บขนาดนี้ คงกลัวจนไม่กล้ามาผ่าแล้ว
แต่อีกมุมนึงก็คิดว่า ทนหน่อย เดี๋ยวจะสวยขึ้นแล้ว คาดหวังกับใบหน้าตัวเองสุด
อยากถ่ายรูปกับหน้าใหม่แล้วจ้า 5555


วันที่ 2

วันถัดมาก็ได้ถอดถุงระบายเลือดออก

ตอนถอดเป็นความรู้สึกที่แบบว่า ขอเจอครั้งเดียวพอนะชีวิตนี้ 55555 แต่พอเอาออกไปแล้วก็สบายปากขึ้นเยอะเลยค่ะ
กลืนน้ำลายกับดื่มน้ำสบายขึ้น
กลับมาบ้านก็มากินพวกเครื่องดื่มที่เราซื้อเก็บไว้ล่วงหน้า
เตรียมไว้กินสำหรับ 1 อาทิตย์พอดีค่ะ แล้วก็กินยา บ้วนปาก ทางรพ.บอกว่าหลังกินอะไรเข้าไป

ต้องบ้วนปากทันที หลังบ้วนปากเสร็จก็หลับต่อยาวๆค่ะ

นอนๆอยู่ตื่นขึ้นมา แล้วงงมากว่ามันเกิดไรขึ้น TTTTTTTTTTTT

เหมือนมีคนมาเป่าลมใส่แก้มจนพอง หน้าอยู่ดีๆก็บวมขึ้นมาก บวมมากกกกก จนตกใจเลยค่ะ....

ความจริงก็คิดไว้แล้วว่าหน้าจะบวม
แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะบวมเหมือนจะแตกขนาดนี้อ่ะค่ะ
แพนิคมากเลยโทรไปรพ. แต่เค้าบอกว่ามันเป็นอาการปกติค่ะ
ไม่ต้องกังวล TTTT ประเด็นคือมันปวดมาก ปวดกว่าหลังผ่าตัดแรกๆอีกค่ะ
และเหมือนเราจะเป็นเคสที่บวมเยอะด้วยทำอะไรไมได้ค่ะ ต้องรอเวลาให้มันยุบลงเอง3


วันที่ 3

วันที่สามต้องแกะเทปที่แปะตรงคางออกแล้วค่ะ
โดยเอาออยล์หรือน้ำอุ่นทาก่อน แล้วค่อยๆลอกออกค่ะ
พอแกะเทปออกแล้วรู้สึกอึดอัดน้อยลงเลยค่ะ แถมอ้าปากได้กว้างขึ้นิดนึงด้วย!!!


วันที่ 4


ความจริงทางรพ.บอกว่าตั้งแต่วันที่ 2-3 เป็นต้นมาให้เดินบ่อยๆ
เราแอบขี้เกียจเลยไม่ได้ออกไปเดิน TT
แต่หน้ามันบวมมากไม่ไหวจนต้องออกมาเดินค่ะ TT เพราะเค้าบอกว่าการเดินจะช่วยลดบวมได้


วันที่ 5

เวลาส่องกระจกก็ยังคงไม่ชินกับหน้าตัวเองค่ะ....แต่เมื่อเทียบกับสองสามวันก่อนก็ถือว่าสภาพดีขึ้น เหมือนจะบวมน้อยลงด้วย
ลองเอามือลูบๆหน้าที่ยังชาอยู่ดูตอนแรกตรงช่วงโหนกยังชาอยู่

แต่มาวันนี้กลับเริ่มรู้สึกขึ้นมานิดนึงแล้วค่ะ


วันที่ 6


ทางรพ.บอกว่าตั้งแต่วันที่ 5 เป็นต้นไปสามารถสระผมได้ แต่ต้องระวังไม่ให้โดนบริเวณรอยแผล
แต่เรากลัวมันจะอักเสบหรือเป็นอะไร เลยยังไม่กล้าสระเลยค่ะ
จนถึงตอนนี้ ช่วงกลางวันรู้สึกปวดน้อยลง
และเราหมั่นประคบหน้าบ่อยๆเลยทำให้บวมน้อยลงด้วยค่ะ
แต่หน้าสองข้างมันดันยุบไม่เท่ากันเนี่ยสิ 5555555 ปกติหน้าสองข้างเราก็ไม่เท่ากันอยู่แล้วด้วย
หน้าฝั่งขวาเองก็หายชาแล้ว แต่ด้านซ้ายยังชาอยู่
แต่ก็ไม่น่ามีอะไรที่ต้องกังวลค่ะ เราเลยไม่ได้ใส่ใจมาก
ที่ทำได้คืออดทนให้เวลาผ่านไป เรื่องบวมนี่ต้องรออย่างเดียวจริงๆค่ะ


วันที่ 7


เราซื้อโจ๊กมาเก็บไว้เยอะมาก ไหนๆก็จะกินไรไม่ค่อยได้อยู่ละ เลยว่าจะไดเอทไปด้วยเลยค่ะ
แต่อาทิตย์นี้ยังกินไรไม่ได้นะคะ
กินได้แต่ผมนมถั่วเหลือง หรือพวกอาหารเหลวต่างๆเพราะงี้รึเปล่าเลยรู้สึกหิวมากๆ อยากกินนู่นนี่

เรากะว่าจะรอตัดไหมออกให้หมดก่อน แล้วค่อยเริ่มกินอาหารปกติค่ะ..

วันพรุ่งนี้ต้องไปรพ.แล้ว ไปตัดไหมตรงโหนกแก้มออก

เลยสระผมซะหน่อยค่ะ สภาพก่อนหน้านี้แบบแย่มาก TTช่วงนี้กินอะไรไม่ค่อยได้ เลยทำให้น้ำหนักลงด้วย

แต่เพราะหน้าบวมเลยดูไม่ออกเลยค่ะ 55555555555 เสียดายมาก
ยังไงไว้อาทิตย์จะกลับมารีวิวให้อ่านกันอีกนะคะ





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 3 ก.ย. 21, 17:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีค่ะ กลับมาแล้วกับรีวิวหลังผ่าตัดครบ 2สัปดาห์ค่ะ

วันที่ 8

ในที่สุดก็ถึงวันนัดไปตัดไหมและรับบริการดูแลหลังผ่าตัดค่ะ
เรามีนัด10โมงเช้าเลย ต้องรีบเตรียมตัวไปนิดนึงค่ะ
พอมีถึงรพ.ก็ไปดูแลผิวหลังผ่าตัดก่อนเลย
พี่พนักงานทำโปรแกรมกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายออก มาส์กหน้าและเลเซอร์ให้ด้วยค่ะ
ตั้งแต่ผ่าตัดมาล้างหน้าไม่ค่อยได้ ทำให้พวกเซลล์ผิวที่ตายเกาะเต็มเลย
พอได้ทำโปรแกรมนี้รู้สึกสดชื่นขึ้นมากเลยค่า555
ด้วยความที่หน้ายังชาอยู่ ตอนเราทำpeelingเองที่บ้าน รู้สึกเหมือนไม่ได้ทำเลยค่ะT^T

หลังจากทำเลเซอร์เสร็จก็เดินมาตึกศัลยกรรม
พี่พยาบาลตัดไหมตรงโหนกแก้มให้ มือเบามากๆ แปปเดียวเสร็จค่ะ
ความรู้สึกเหมือนสะกิดสะเก็ดแผลออก ประมาณนั้นค่ะ
ตอนแรกกลัวมาก ไสาหร่ายู่บริเวณไรผม เราว่าดึงผมตัวเองยังเจ็บกว่าเลยค่ะ 55555

ด้วยความที่คิดว่าทายาตรงแผลเยอะๆ จะยิ่งทำให้แผลติดไว
เราเลยทาหนาๆไปเลย แต่พอไปรพ.พี่พยาบาลบอกกว่า ถ้าทาหนาเกินไปแผลจะยิ่งไม่แห้งนะคะ
ให้ทาแค่ครึ่งหนึ่งของที่เราทาอยู่ก็พอค่ะTT
ทำอะไรแบบพอดีๆดีที่สุด ทุกคนอย่าโลภเหมือนเรานะ ทาทีละนิดพอนะคะ 55555

อีกอย่างเราคิดว่าตัวเองบ้วนปากอย่างดีแล้ว แต่น่าจะยังไม่สะอาดพอ
พี่พยาบาลบอกให้เราบ้วนปากให้ดีกว่านี้ค่ะ วันนี้เหมือนโดนอบรมใหม่เลยค่ะ

วันนี้ได้รับที่รัดหน้ามาแล้ว ลูกผมเราค่อนข้างเยอะ พี่พยาบาลเลยไม่แปะเทปตรงที่ตัดไหมออกให้
และอีก2วันให้เราเริ่มใส่ที่รัดหน้าได้ แต่ด้วยความที่เราอยากลองใส่เร็วๆ
ระหว่างทางกลับบ้านก็ลองใส่ที่รัดหน้ากลับเลยค่ะ แต่เว้นไม่ให้โดนแผลที่ตัดไหมวันนี้มานะคะ
ที่รัดหน้าใส่วันหนึ่งทั้งหมด 4ชั่วโมง แต่ละครั้งถ้าใส่นานไปจะทำให้เลือดไม่หมุนเวียน
ใส่แบบ 1ชั่วโมง เว้น 1ชั่วโมง ใส่1เว้น 1ชั่วโมง แบบนี้ดีค่ะ

ตอนกลับบ้านเราแวะทานข้าวกับคุณพ่อ แต่ยังลำบากตอนขยับคาง ทานซุปฟักทองยังลำบากเลยค่าT^T
อ้าปากยังไม่ค่อยได้ด้วย ทานได้ไม่กี่คำเองค่ะ..

วันที่9

เริ่มชินกับการใส่ที่รัดหน้าแล้ว แนะนำวิธีใส่แบบง่าย ให้มวยผมขึ้นแล้วจะติดตีนตุ๊กแกได้ง่ายขึ้นค่ะ
ตอนนอนเรามัดเป็นแกละสองข้าง ผมไม่เกะกะด้วย เราทำวิธีนี้อยู่ค่ะ 5555
เราชอบนอนหรือพิงศรีษะ เลยชอบมัดสองแกละค่ะ
ไม่รู้ว่าหน้าจะเข้าที่เมื่อไหร่ แต่รู้สึกดีขึ้นกว่าอาทิตย์ก่อนเยอะแล้วค่ะ

โจ๊กที่ทานเหลือเมื่อวาน เราเติมเอามาต้มใหม่เติมน้ำเข้าไปอีก
เอามาดื่มเป็นน้ำเลยค่ะ555
มื่อไหร่จะอ้าปากกินช้อนแบบปกติได้น๊า... สำหรับการผ่าตัดที่ลำบากอีกอย่างก็คือการอ้าปากนี่แหละค่ะ
ได้โอกาสหาซื้อช้อนชาเล็กๆ สักอัน แถมสลักชื่อได้ด้วย เราสลักชื่อว่า "อุตร้า เจ๋ง"
ชื่อน่ารักใช่ไหมคะ?5555

วันที่10

ตอนใส่ที่รัดหน้าสำหรับเรา เราว่าสบายมาก ตอนแรกคิดว่าจะอึดอัดซะอีก
รู้สึกว่าที่รัดหน้าช่วยประคองทรงหน้า ใส่แล้วสบายใจค่ะ

ที่รัดหน้าเหมือนพยุงใบหน้า ด้วยความดึงขึ้นไปแปะบนศรีษะ
ตอนแกะออกมาความรุ็สึกเหมือนผิวตกมาด้วยเลยค่ะ 555

อีกอย่างเราเสริมกระดูกร่องแก้มด้วย บริเวณริมฝีปากบนเลยบวมเยอะหน่อย
ปากเราเหมือนปากเป็ดเลยค่ะ555
ปกติเราฉีดฟิลเลอร์ปากแบบเยอะอยู่แล้ว ตอนนี้ก็คือปากบวมเหมือนฉีดฟิลเลอร์ทุกวันเลยค่ะ


วันที่11

เราขยันใส่ที่รัดหน้า ก่อนนอนก็ยังใส่ค่ะ
วันนี้รัดหน้าอยู่แอบเผลอหลับไปเกือบชั่วโมง แต่ไม่รู้สึกอึดอัดเลยค่ะ
น่าจะเพราะวิธีที่เราใส่ด้วย แนะนำให้ลองทำตามกันนะคะ

พอรัดหน้าเสร็จแล้วลองส่องกระจกรู้สึกว่าหน้าเล็กลงเยอะเลย รู้สึกดีมากเลยค่ะ
อยากให้หน้าหายบวมเร็วๆแล้ว!!

วันที่ 12

ระหว่างรอลดบวมเราไอเดทไปพร้อมกันด้วย เลยไม่ค่อยหิวเท่าไหร่
ตอนนี้ก็ทานอาหารแบบที่ต้องดื่มอยู่ค่ะ
เห็นคนอื่นทานอาหารที่นิ่มๆได้ แต่เราแค่อ้าปากยังลำบากเลย ลองใช้ช้อนทานอยู่ไม่กี่คำ
ก็เปลี่ยนมาซดเอาแทนค่ะ5555 วันนี้คุณแม่เลยต้มซุปกระดูกวัวให้ทานค่า

ตอนนี้ไม่ต้องกังวลแผลด้านนอกแล้ว ก็เลยมาส์กหน้าเพื่อให้ผิวชุ่มชิ้นค่ะ
เรามาส์กหน้า2วัน 1ครั้ง ถึงแม้หน้าจะยังบวมอยู่
แต่ตรงโหนกแก้มแผ่นมาส์กเหลือเกินออกมาจนเราตกใจเลยค่ะ

เมื่อวานเราน่าจะพักผ่อนเพียงพอ อาการปวดฟันเลยดีขึ้น
แต่เราติดนิสัยเวลานอนตะแคงชอบนอนกัดฟัน ตอนนอนๆอยู่ก็เผลอตะแคงข้างแล้วก็กัดฟันโดยไม่รู้ตัว...
ลองโทรสอบถามรพ.ดู ทางรพ.แจ้งว่าถ้านอนตะแคงแล้วไม่ปวดก็สามารถนอนได้ไม่มีปัญหาอะไรค่ะ สบายใจขึ้นนิดนึง
เดี๋ยวอาทิตย์มีนัดพบคุณหมอ จะลองสอบถามคุณหมออีกทีค่ะ 555


วันที่ 13

วันนี้ตื่นเช้ามาบ้านปากก่อนเลยค่ะ
เมื่อวานทานอาหารเค็มไป แอบกังวลเรื่องความบวมนิดนึงค่ะ
พอนึกถึงตอนที่รพ.เคยดุเราแล้ว วันนี้เลยบ้วนปากบ่อยกว่าวันอื่นๆค่ะ

ปกติเราจะรัดหน้าก่อนนอนด้วย พอตื่นมาแล้วรู้สึกขี้เกียจเลยเอาที่รัดหน้าแขวนคอไว้ พอรัดเสร็จก็แขนไว้แบบนี้ค่ะ 555
เพิ่งเห็นรูปเราเอาที่รัดหน้าออกใช่ไหมคะ? พอรัดหน้าแล้วติด รีวิวก็เลยมีแต่รูปรัดหน้าค่ะ
ลองเทียบรูปกับสัปดาห์ที่แล้ว รู้เลยว่าหน้าบวมมาก โดยรวมหน้าเล็กลงนะคะ

แต่ยังไม่กล้าอวดมากเพราะว่ายังหน้าบวมอยู่ ถ้าเวลาผ่านไปหน้าคงเข้าที่กว่านี้
ปกติความบวมจะค่อยๆไล่จากบนลงล่าง ตามแรงโน้มถ่วงโลกค่ะ

ตอนถ่ายรูปโหนกแก้มดูละมุนขึ้น แต่ตรงกรามยังไม่แน่ใจค่ะ
คงต้องใช้เวลามากกว่านี้ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่แท้จริงค่ะ

วันที่14

วันนี้ตื่นมาหิวมาก ไม่รู้จะทานอะไรดี เลยออกไปทานเกี๊ยวนึ่งกับเพื่อนค่ะ
อย่างที่คิดไว้เลย เราทานไม่ได้อีกแล้ว 555
ถ้าเป็นพวกอาหารน้ำๆยังพอซดได้ แต่เราเป็นประเภทไม่ชอบความรู้สึกเจ็บปวดเลย

ได้ชิมรสชาตินิดนึงแล้วก็ยอมแพ้ค่ะ
ถ้าหายดีแล้วค่อยมาทานใหญ่เยอะๆเลยดีกว่าค่ะ

เราตั้งใจว่าจะไดเอทไปด้วย แต่จิตใจยังไม่แน่วแน่พอT^T
เสียดายที่ไม่ได้ทานเกี๊ยวนึ่งด้วย พอกลับบ้านมาปั่นแอปเปิ้ลกับบลูเบอร์รี่ทานอีกค่ะ
แอปเปิ้ลปั่นมีความข้นเหมือนโจ๊กเลยค่ะ55555 รู้สึกอิ่มท้องด้วย
ด้วยความที่ผลไม้น้ำเยอะกว่า ปั่นแล้วได้อารมณ์สมูทตี้ ทานง่ายกว่าโจ๊กอีกค่ะ

วันนี้ก็ครบ14วันแล้ว แต่ทำไมความบวมไม่ค่อยลดลงเลย เศร้าเลยค่ะT^T
เราขยันดูแลตัวเองมาก หรือว่าจะความบวมจะไม่ลดลงกว่านี้แล้วนะ??
แต่ถ้าเทียบกับรูปถ่ายตอนครบ1สัปดาห์ หน้าเรียวขึ้นอยู่นะคะ อยู่ในระดับที่พึงพอใจค่ะ>.

ในที่สุดพรุ่งนี้เราก็จะได้ตัดไหมในปากแล้วค่ะ ตื่นแต้นมากกกกก
ปกติเราไม่ค่อยเข้าคลินิกทำฟันด้วย และไม่ค่อยเป็นร้อนในหรือแผลในปากอีก ยิ่งกังวลกว่าเดิมอีกค่ะ
พี่พยาบาลจะตัดแบบเบามือให้ใช่ไหมคะ??

อาทิตย์หน้าก็ครบ 3สัปดาห์แล้วววว ไหมในปากก็จะไม่มีแล้ว หวังว่าจะรู้สึกโล่งสักทีนะคะ
แล้วกลับมาเจอกันสัปดาห์หน้าค่า~~




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  บาโนบากิ ปรับรูปหน้า ศัลยกรรมเกาหลี วีไลน์ ลดกราม ลดโหนก 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม