หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: บทเรียนจากคดี วอลเตอร์ บาว เอจี ทางเลือกในการระงับข้อพิพาทของนักลงทุน  (อ่าน 152 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 29 ก.ค. 11, 17:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

สำนักงานกฏหมายเบเคอร์แอนด์แม็คเค็นซี่ เป็นบริษัทที่มีเครือข่ายทั่วโลก ผู้เขียนบทความซึ่งเป็นหุ้นส่วนในสำนักงานประเทศไทยนับว่าเป็นผู้ชำนาญอาวุโส.....

บทเรียนจากคดี วอลเตอร์ บาว เอจี ทางเลือกในการระงับข้อพิพาทของนักลงทุน
โดย : พิศุทธ์ อรรถกมล - ทนายความหุ้นส่วน บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด
ในบทความตอนนี้ เป็นการให้ความเห็นจากมุมมองของนักกฎหมายอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ และเป็นการให้ข้อมูลทางวิชาการโดยอาศัยหลักพื้นฐานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และขอให้ถือว่าเป็นเพียงมุมมองมุมหนึ่ง ซึ่งอาจเเตกต่างจากมุมมองของผู้รู้ท่านอื่นๆ ที่วิเคราะห์ในเรื่องเดียวกันนี้

ประเด็นแรก กระแสข่าวจากฝ่ายรัฐบาลไทยพยายามบอกว่าคดีนี้ยังไม่เป็นที่ยุติ ยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ รัฐบาลไทยจึงยังไม่ยอมชำระหนี้ตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการให้กับ Walter Bau AG ความจริงแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าคดีที่มีการระงับข้อพิพาทกันทางอนุญาโตตุลาการนั้น ในส่วนของเนื้อหาของคดี ที่ว่าใครเป็นฝ่ายผิดใครเป็นฝ่ายถูก และจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายกันเท่าไรนั้น ถือเป็นที่ยุติและผูกพันคู่พิพาทตั้งแต่เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการมีคำชี้ขาดออกมาแล้ว คู่พิพาททั้งสองฝ่ายไม่อาจอุทธรณ์หรือฎีกาเพื่อขอให้ศาล (ไม่ว่าศาลประเทศไหนก็ตาม) เปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเนื้อหา (merit) หรือจำนวนค่าเสียหายในคำชี้ขาดได้ คู่กรณีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาด มีสิทธิดำเนินการได้เพียงสองทางเท่านั้น

ทางแรก คือจะต้องไปยื่นคำร้องขอให้ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาดเสียทั้งหมด โดยอ้างเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่กฎหมายกำหนด และจะต้องไปยื่นคำร้องดังกล่าวภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดด้วย (เช่นกรณีตามกฎหมายไทยให้ยื่นภายใน 90 วันนับแต่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด) คำว่า “ศาลที่มีเขตอำนาจเพิกถอนคำชี้ขาด” นั้น ในกรณีที่เป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ย่อมได้เเก่ศาลของประเทศที่มีการทำคำชี้ขาดขึ้น ดังนั้น ในกรณีของคดี Walter Bau AG ที่มีการทำคำชี้ขาดที่ประเทศสวิตเซอร์เเลนด์ หากรัฐบาลไทย ไม่เห็นชอบด้วยกับคำชี้ขาด ก็ควรต้องไปยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดต่อศาลของประเทศสวิตเซอร์เเลนด์ ไม่ใช่มาขอเพิกถอนคำชี้ขาดกับศาลไทย แต่ก็ไม่ปรากฏว่ารัฐบาลได้ดำเนินการในแนวทางนี้ จนกระทั่งพ้นกำหนดระยะเวลาไปแล้ว

ทางที่สอง คือ รอให้ฝ่ายชนะคดีไปร้องต่อศาลเพื่อบังคับคดีตามคำชี้ขาด แล้วฝ่ายแพ้คดีค่อยยื่นคำคัดค้านเพื่อขอให้ศาลนั้นปฏิเสธคำชี้ขาด โดยต้องอาศัยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่กฎหมายของประเทศของศาลนั้นๆ กำหนดไว้ ซึ่งโดยส่วนใหญ่กฎหมายอนุญาโตตุลาการของแต่ละประเทศที่เป็นประเทศสมาชิกของ New York Convention on the Recognition and Enforcement of Foreign Arbitral Award 1958 (รวมทั้งประเทศไทยด้วย) ก็จะระบุเหตุในการปฏิเสธไม่ยอมรับบังคับคำชี้ขาดไว้เช่นเดียวกับเหตุต่าง ๆ ตาม Article 5 ของ New York Convention 1958

ที่รัฐบาลไทยอ้างว่าคดียังไม่ถึงที่สุด ผู้เขียนเข้าใจว่ารัฐบาลกำลังหมายความตามแนวทางที่สองนี่แหละครับ เพราะหลังจากที่ Walter Bau AG ชนะคดีตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแล้ว ก็ไปยื่นคำร้องเพื่อจะบังคับตามคำชี้ขาดต่อศาลแห่งนครนิวยอร์ก (ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เป็นประเทศสมาชิกของ New York Convention เช่นกัน) และรัฐบาลไทยก็ไปยื่นคำร้องคัดค้านไว้ตามระเบียบ จนกระทั่งศาลนิวยอร์กมีคำพิพากษาให้บังคับตามคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ ต่อมารัฐบาลไทยจึงยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลนิวยอร์ก

ขณะนี้อยู่ระหว่างรอฟังผลอุทธรณ์ แต่ยังไม่ทันทราบผลอุทธรณ์ของศาลอุทธรณ์ของสหรัฐอเมริกา Walter Bau AG ก็มายื่นคำร้องต่อศาลเยอรมัน เพื่อขอบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเป็นอีกคดีหนึ่ง และขอให้ศาลออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวโดยการยึดทรัพย์สินที่อ้างว่าเป็นของรัฐบาลไทยที่อยู่ในประเทศเยอรมันไว้ชั่วคราว แต่จะด้วยความผิดพลาดประการใด ไม่อาจทราบได้ จึงมีการนำไปสู่การยึดทรัพย์สินที่ไม่ใช่ทรัพย์สินของรัฐบาลไทย ซึ่งประเด็นนี้ก็คงต้องว่ากันต่อไป

ประเด็นที่ต้องการสื่อให้เห็น ก็คือ คดีที่ยังรอคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ของสหรัฐอเมริกานั่นต่างหาก ที่ต้องตั้งคำถามว่า ถ้าคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของคดีมันจะเป็นอย่างไรได้บ้าง คำตอบก็คือ ในท้ายที่สุด ศาลสูงของสหรัฐอเมริกามีทางเลือกอยู่สองทาง ถ้าเห็นว่ามีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งที่ศาลไม่ควรบังคับตามคำชี้ขาดได้ (ตามกฎหมายอนุญาโตตุลาการของสหรัฐอเมริกา) ศาลก็จะมีคำพิพากษาถึงที่สุดเพื่อปฏิเสธไม่บังคับคดีให้ในประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ถ้าศาลเห็นว่าไม่มีเหตุดังกล่าว ศาลก็จะพิพากษายืนให้มีการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ

แต่นั่นก็จะเป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่มีผลบังคับในประเทศไทย และไม่สามารถบังคับกับทรัพย์สินของรัฐบาลไทยในประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ทั่วโลกนอกจากสหรัฐอเมริกาได้

แล้วรัฐบาลไทยจะยอมจ่ายเงินตามคำชี้ขาดทันทีที่คดีที่สหรัฐอเมริกาถึงที่สุดหรือเปล่า หรือจะต้องรอให้มีการมายื่นขอบังคับตามคำชี้ขาดในศาลประเทศไทยอีกรอบหนึ่งก่อน แล้วกรณีการบังคับตามคำชี้ขาดในประเทศอื่นๆ อย่างคดีที่อยู่ในศาลประเทศเยอรมันเล่า จะต้องรอให้คดีนั้นถึงที่สุดด้วยอีกหรือเปล่า

ข้อที่คนไทยต้องตระหนัก ก็คือ คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศนั้น ฝ่ายชนะคดีสามารถไปยื่นคำร้องขอให้ศาลแต่ละประเทศบังคับตามคำชี้ขาดได้เกือบทั่วโลก ขอเพียงว่าประเทศที่จะทำการบังคับคดีนั้น จะต้องเป็นประเทศสมาชิกของ New York Convention (ซึ่งปัจจุบันก็มีประเทศสมาชิกเกือบทั่วโลกแล้ว) ถ้ารัฐบาลไทยจะถือหลักว่าต้องรอคดีถึงที่สุด ก็จะมีปัญหาตามมาอีกมากมาย

ปัญหาข้อเเรก คือ ดอกเบี้ยจากค่าเสียหาย ที่คิดจากยอดต้นเงินค่าเสียหายประมาณ 29 ล้านยูโร ที่ยังคงเดินอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าจะมีการอุทธรณ์หรือฎีกาอยู่ก็ตาม หากรอจนถึงคดีถึงที่สุด (คดีของศาลในประเทศใดประเทศหนึ่งก็ตาม) แล้วจะต้องจ่ายค่าเสียหายในตอนนั้น (ซึ่งไม่รู้จะอีกกี่ปี) จำนวนเงินที่จะต้องจ่ายพร้อมดอกเบี้ยก็จะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็ไม่พ้นต้องนำเงินจากภาษีของประชาชนอย่างเราๆ ท่านๆ นี่เเหละ มาชดใช้

ปัญหาข้อสอง ซึ่งดูจะหนักกว่าข้อแรก คือเรื่องของหน้าตาของประเทศและความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย เพราะการที่รัฐบาลไทยเข้าทำสนธิสัญญาคุ้มครองการลงทุนกับรัฐบาลประเทศโน้นประเทศนี้ ก็โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นานาประเทศเกิดความเชื่อมั่นว่าถ้ามาลงทุนในประเทศไทยแล้ว เขาจะได้รับความคุ้มครองหรือมีหลักประกันในการเข้ามาลงทุนในระดับสากล

แต่ถ้ารัฐบาล แพ้คดีตามสนธิสัญญาการคุ้มครองการลงทุนในชั้นอนุญาโตตุลาการ แล้ว แต่ไม่ยอมชำระหนี้ จนกระทั่งให้นักลงทุนต้องไปบังคับคดีข้ามประเทศ จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก ประเทศไทยจะยังคงเหลือความน่าเชื่อถืออยู่สักเพียงใด ในสายตาของนานาชาติ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 29 ก.ค. 11, 17:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอร้องรัฐบาลนะ อย่าให้อายไปกว่านี้เลย ประชาคมโลกเขาหัวเราะเยาะความสามารถของฝ่ายกฎหมายไทยและผู้นำรัฐบาลไปทั่วแล้วหล่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม