Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ไร้สังกัด  > เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ผู้ดูแล: withyaw
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ  (อ่าน 19841 ครั้ง)
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #270: 29 ก.ค. 19, 11:40 น

ชื่อเรื่อง   การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H             โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
โดย   ณัฎฐิรา  เตโชวิทวัสกุล
ปีการวิจัย   2561

บทคัดย่อ
การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดกิจกรรม       การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน 4) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมรูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1                   ปีการวิจัย 2561 โรงเรียนเทศบาลห้วยยอดวิทยา สำนักการศึกษาเทศบาลตำบลห้วยยอด กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น มีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถามความต้องการของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) แบบสอบถามความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาไทยและกลุ่มสาระอื่นๆ เกี่ยวกับการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน 3) แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 9 เล่ม 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาทางภาษาไทยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ 40 คะแนน 5) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 ข้อ และสถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า            t-test
ผลการวิจัยพบว่า
1. ผลการวิเคราะห์เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพในระหว่างการทดลองใช้แบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
   1.1 ความต้องการของนักเรียนในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 ส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐานเท่ากับ 0.60 แสดงว่านักเรียนมีความต้องการอยู่ในระดับมากที่สุด
      1.2 ผลการวิเคราะห์เชิงคุณภาพกับความคิดเห็นของครูผู้สอนภาษาไทย และกลุ่มสาระอื่นๆ พบว่า รู้และเข้าใจหลักสูตร การออกแบบการเรียนรู้และจัดโอกาสให้แก่ผู้เรียนมีความเหมาะสมตรงกับเวลาและทักษะความสามารถได้เต็มประสิทธิภาพ นักเรียนสามารถวางแผนได้เหมาะสมกับภารกิจชิ้นงาน นักเรียนปฏิบัติงานด้วยความกระตือรือร้น นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจหลักสูตรและเนื้อหาที่เรียนได้ตรงตามเป้าหมายของครูผู้สอนผู้พัฒนาออกแบบการเรียนรู้ได้ตรงตามกระบวนการที่นำมาใช้ ผู้พัฒนาจัดทำแผนการเรียนรู้ได้ถูกต้องตามกระบวนการเรียนรู้เข้าใจง่ายและตรงตามจุดประสงค์กับชื่อเรื่อง
2. การเรียนการสอนแบบซิปปาโมเดลร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.29/83.39 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้            โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้           โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านคิดวิเคราะห์และการเขียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (× ̅= 4.53, S.D. = 0.63)

Tags:
 
Tags:
Guest
นางสาวกัญญาภัค ลายหีด
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #271: 30 ก.ค. 19, 13:37 น

ชื่อเรื่อง      รายงานการประเมินโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา
เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของโรงเรียนบ้านหนองคล้า
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3
ชื่อผู้รายงาน   นางสาวกัญญาภัค  ลายหีด    ตำแหน่ง  ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองคล้า
ปีที่ศึกษา   2561
บทคัดย่อ
การประเมินโครงการครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินบริบทที่เกี่ยวข้องกับโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 2) ประเมินปัจจัยนำเข้าที่เกี่ยวกับโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 3) ประเมินกระบวนการของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4) ประเมินผลผลิตของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ 5) ประเมิน ผลกระทบที่เกิดจากโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ รูปแบบการประเมินครั้งนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงประเมิน (Evaluation Research) ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือขั้นตอนแรก เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการประเมินโครงการด้วย CIPPI Model ของ สตัฟเฟิลบีม  (Stufflebeam) และขั้นตอนที่สอง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินโครงการ แนวทางการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา และปัญหา / อุปสรรคในการดำเนินโครงการ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย ครู 5 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน 7 คน นักเรียน 46 คน  ผู้ปกครองนักเรียน 46 คน รวมทั้งสิ้น 100 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น (r) = 0.964 การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) กับผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 10 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง รวบรวมข้อมูลที่ได้ มาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ และข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่มใช้การวิเคราะห์เนื้อหา สถิติในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และแนวทางการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion)
ผลการประเมินพบว่า
1. ด้านบริบท พบว่า ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นด้านบริบทต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก  
2. ด้านปัจจัยนำเข้า พบว่า ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็น  
ด้านปัจจัยนำเข้าต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก
3. ด้านกระบวนการ พบว่า ครู และคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีความคิดเห็นด้านกระบวนการต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก
4. ด้านผลผลิต พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นด้านผลผลิต ต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
4.1 ประเมินจำนวนผู้เข้าร่วมโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา
เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
1)  ครูโรงเรียนบ้านหนองคล้า ปีการศึกษา 2561 จำนวน  5  คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
2)  คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนบ้านหนองคล้า ปีการศึกษา 2561 จำนวน 7  คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนบ้านหนองคล้า  ปีการศึกษา 2561 จำนวน 46 คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
4) ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 6 โรงเรียนบ้านหนองคล้า  
ปีการศึกษา 2561 จำนวน 46 คน คิดเป็น 100 เปอร์เซ็นต์
4.2 ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมใน
สถานศึกษาเพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์
ด้านผลผลิต โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก
4.3 ผลการประเมินด้านผลผลิตของโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมใน
สถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พบว่า ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ ผู้ปกครองมีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานโครงการอยู่ในระดับมาก
4.4 ประเมินด้านผลผลิตของการปฏิบัติกิจกรรมในโครงการการพัฒนาคุณธรรม
จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พบว่า นักเรียนมีการปฏิบัติกิจกรรมในโครงการ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติกิจกรรมอยู่ในระดับมาก
4.5 ผลการประเมินด้านผลผลิตด้านความพึงพอใจต่อโครงการการพัฒนาคุณธรรม
จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ สอบถามนักเรียน พบว่า นักเรียนความพึงพอใจต่อโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมในสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีพึงพอใจอยู่ในระดับมาก


5. ด้านผลกระทบ พบว่า ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียน
มีความคิดเห็นด้านผลกระทบ ต่อการดำเนินงานโครงการการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรมใน
สถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยภาพรวมมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #272: 10 ส.ค. 19, 20:12 น

ชื่อผลงาน      : การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์
         โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 
ผู้วิจัย      : นางศุลีพร  ศรีวุฒิพงศ์
         ตำแหน่ง ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนประทาย อ.ประทาย
         สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
ปีการศึกษา      : 2561

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ        คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5               มีวัตถุประสงค์การวิจัย  คือ  1)  เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา    ปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  2)  เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  3)  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  และ 4)  เพื่อศึกษาความ      พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ       คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/5  โรงเรียนประทาย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2561  จำนวน  37  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  คือ  1)  การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์    โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  2)  แผนการจัดการเรียนรู้  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  และ  4)  แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์     โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  สถิติที่ใช้  คือ  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ ค่า  t-test  (Dependent  sample)

   ผลการวิจัยพบว่า
   1.  แบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  มีประสิทธิภาพเท่ากับ  85.34/85.07  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
   2.  ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ           คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5            มีค่าเท่ากับ  0.7057
   3.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4.  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค  CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
ชมขวัญ ขุนวิเศษ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #273: 11 ส.ค. 19, 09:54 น

ชื่อเรื่อง  :  กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โรงเรียนบ้านท่าแค
        (วันครู 2500)   
ชื่อผู้วิจัย  :  นางชมขวัญ  ขุนวิเศษ
ปีที่วิจัย  :  ปีการศึกษา 2560

บทคัดย่อ

 การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1)  เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการเพื่อ
ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) 2) เพื่อพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  3)  เพื่อประเมินผลการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) ดังนี้  3.1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างปีการศึกษา 2559  กับปีการศึกษา  2560  3.2) ศึกษาความพึงพอใจของครูที่มีต่อกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  3.3) ศึกษาความพึงพอใจของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีต่อกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) 3.4) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  โดยกระบวนการวิจัยและพัฒนามี 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) ระยะที่ 2 การพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  ระยะที่ 3 การทดลองใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  ระยะที่ 4 การประเมินผลการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน    บ้านท่าแค (วันครู 2500)
   ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  ในปีการศึกษา 2560 รวมทั้งสิ้น จำนวน 600 คน กลุ่มตัวอย่างได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 132 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน ครู จำนวน 18 คน นักเรียน จำนวน 29 คน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 13 คน และผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 70  คน   
    เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ การเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการตรวจสอบเอกสารหลักฐาน  วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยค่าสถิติร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา

    ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้
   1. ผลการศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) พบว่า สภาพโดยรวมด้านผู้บริหาร ด้านครู ด้านนักเรียน และด้านการมีส่วนร่วมของครอบครัว มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากและปัญหาโดยรวมอยู่ในระดับน้อย
   2. การพัฒนากลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน      บ้านท่าแค (วันครู 2500) ผู้วิจัยดำเนินการยก (ร่าง) กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) จากการศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) และตรวจสอบ (ร่าง) กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) โดยการสนทนากลุ่มของผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 13 คน ได้กลยุทธ์ที่มีความสมบูรณ์ 4 กลยุทธ์ ประกอบด้วย       กลยุทธ์ที่ 1 เสริมสร้างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลยุทธ์ที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู กลยุทธ์ที่ 3 การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมผู้เรียน และกลยุทธ์ที่ 4 การเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างครอบครัวกับสถานศึกษา  ซึ่งผลการประเมินกลยุทธ์ด้านความสมบูรณ์ในองค์ประกอบและคุณลักษณะที่ดี 3 ประการ คือ ความเหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด
   3. การประเมินผลการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) โดยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างปีการศึกษา 2559 กับ ปีการศึกษา 2560 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในปีการศึกษา 2560 เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีการศึกษา 2559 และผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่มีต่อกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500) พบว่า ครู คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน  และผู้ปกครองนักเรียนมีความพึงพอใจต่อกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียนบ้านท่าแค (วันครู 2500)  อยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #274: 11 ส.ค. 19, 15:01 น

ชื่อผลงาน: การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์
 โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
ผู้วิจัย: นางศุลีพร ศรีวุฒิพงศ์
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนประทาย อ.ประทาย
สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา
ปีการศึกษา: 2561

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 4) เพื่อศึกษาความ พึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/5 โรงเรียนประทาย สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) การพัฒนาแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2) แผนการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่า t-test (Dependent sample)

ผลการวิจัยพบว่า
1. แบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.34/85.07 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการ คิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.7057
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการเรียนรู้แบบบูรณาการส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้เทคนิค CIRC สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่ส

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #275: 17 ส.ค. 19, 21:21 น

ชื่อเรื่อง   การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
   สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  โรงเรียนสาธิตเทศบาลนครระยอง(วัดตรีรัตนาราม)
   จังหวัดระยอง
ผู้ศึกษา      นางสาวสินีนาถ  สุขศิริกุล
ปีที่ศึกษา      2561

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  และ 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนด้วยแบบฝึก
เสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน
   กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/6  ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนสาธิตเทศบาลนครระยอง(วัดตรีรัตนาราม)  จังหวัดระยอง  จำนวน  1  ห้องเรียน  จำนวนนักเรียน  29  คน  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย  (simple random sampling)  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่  แบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน  8  เล่ม  และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก จำนวน  30  ข้อ ที่มีค่า
ความยากง่ายระหว่าง  0.53-0.73  ค่าอำนาจจำแนกระหว่าง  0.37-0.57  และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ  0.91  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่  ค่าเฉลี่ย  ร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที  (t-test  Dependent)
    ผลการวิจัยพบว่า
   1. แบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 4  มีประสิทธิภาพ  84.03/86.20
     2. ดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีค่าเท่ากับ  0.7235  ซึ่งหมายความว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ  72.35
   3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   สรุปผลการวิจัยครั้งนี้ปรากฏว่า  แบบฝึกเสริมทักษะหลักภาษาไทย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  เป็นนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ศึกษาเรียนรู้
ด้วยตนเอง  สนองความแตกต่างระหว่างบุคคล  ทำให้นักเรียนมีความสนใจในบทเรียน  ตั้งใจในการเรียน  จนทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  จึงเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมในการจัด
การเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #276: 18 ส.ค. 19, 20:54 น

ชื่อเรื่อง     การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิต  และอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ผู้วิจัย   มีนา  คงประเสริฐ
หน่วยงาน         โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3
ปีการศึกษา   2561


บทคัดย่อ

      การพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิต       และอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2561  จำนวน 7 เล่ม ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ     1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว) เรื่อง      ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 / 80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนที่เรียนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียน  หลังการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้บทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว) เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ        ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 38 คน โรงเรียนเทศบาลแหลมฉบัง 3   อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี  ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย  (Simple  Random  Sampling) ด้วยวิธีการจับฉลากโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้มี  5  ชนิด คือ (1) บทเรียนสำเร็จรูป จำนวน 7 เล่ม  เวลา 14  ชั่วโมง  (2) แผนการจัดการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูป  จำนวน 14 แผน เวลา 14  ชั่วโมง  (3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เป็นแบบทดสอบปรนัย  4  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ  ซึ่งมีค่าความยากซึ่งมีค่าความยากง่ายตั้งแต่  0.41 ถึง 0.61 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.31 ถึง 0.62 มีค่าเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.89  (4) แบบทดสอบย่อยท้ายบทเรียนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 บทเรียนสำเร็จรูป เล่มที่ 1-7 เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 70  ข้อ ซึ่งมีค่าความมีค่าความยากง่ายตั้งแต่  0.23  ถึง  0.70  ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่  0.21 ถึง  0.81 มีค่าเชื่อมั่นทั้งฉบับ  0.95  (5) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  t-test  (Dependent Samples)  วิเคราะห์ข้อมูลโดยคอมพิวเตอร์โปรแกรมสำเร็จรูป  Statistical  Package  for  the  Social  Sciences  for  Window  ผลการวิจัยพบว่า  1) บทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพ  เท่ากับ 87.67/84.65  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้  80/80  2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว) เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01  3) ค่าดัชนีประสิทธิผลของต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน  (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีค่าเท่ากับ  0.7644  หมายความว่า ผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น ร้อยละ  76.44  4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยบทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เท่ากับ 4.63 SD เท่ากับ 0.49  อยู่ในระดับมากที่สุด
   ผลการวิจัยครั้งนี้ทำให้ได้บทเรียนสำเร็จรูปกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (แนะแนว)  เรื่อง  ทักษะชีวิตและอาชีพ  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล  สามารถแก้ปัญหาและพัฒนาจัดการเรียนรู้ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร  นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น  ได้แนวทางหรือวิธีสร้างและพัฒนาบทเรียนสำเร็จรูป  เพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้     ให้บรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร  จึงมีความเหมาะสมที่จะนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #277: 18 ส.ค. 19, 21:29 น

ชื่อเรื่อง          การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อิศรญาณภาษิต
                     กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้รายงาน      นางจุไรรัตน์   แป้นโก๋
ปีที่ศึกษา       2560
บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  (1) เพื่อสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์เรื่อง อิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ให้มีประสิทธิภาพ     ตามเกณฑ์  80/80  (2) เพื่อศึกษาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อิศรญาณภาษิต  และ   (4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อิศรญาณภาษิต  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล  5  (พหลโยธินรามินทรภักดี)  อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2560  ที่เรียนวิชาภาษาไทย (ท 23101) จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 40 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม(Cluster  Random  Sampling) โดยการจับฉลากมา 1 ห้องเรียนจากจำนวนทั้งสิ้น 5 ห้องเรียน ซึ่งนักเรียนทั้ง 5 ห้องเรียนเป็นนักเรียนที่มีลักษณะและความสามารถโดยรวมไม่แตกต่างกัน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา  ได้แก่ (1) แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  (2) แผนการจัดการเรียนรู้ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  (4) แบบประเมินการอ่านเชิงวิเคราะห์ และ (5) แบบสอบถามความพึงพอใจ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าเฉลี่ยร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที( t – test  for  Dependent  Samples)
   ผลการศึกษาพบว่า
   (1)    แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์  เรื่อง   อิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์  80/80 ที่กำหนดไว้ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.18/82.13 
   (2)    ทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์เรื่อง อิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่วนใหญ่ได้คะแนนสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดคือร้อยละ 80   อยู่ในระดับดีมาก โดยมีค่าเฉลี่ยรวมร้อยละ 92.08
            (3)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์  เรื่อง  อิศรญาณภาษิต กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01   
   (4)    นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ เรื่อง อิศรญาณภาษิตโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยมีค่าเฉลี่ย 4.49

Tags:
Guest
ดวงจิต เกียรติพัฒนกุล
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #278: 21 ส.ค. 19, 00:46 น

ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้
แบบเน้นประสบการณ์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5

โดย
นางดวงจิต  เกียรติพัฒนกุล
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนเทศบาล ๓ ชุมชนวัดจันทราวาส
สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

บทคัดย่อ
   ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  2)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ  3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 38 คน  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส  เทศบาลเมืองเพชรบุรี  อำเภอเมือง  จังหวัดเพชรบุรี  ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง โดยจัดห้องเรียนของโรงเรียนคละความสามารถของผู้เรียนนักเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 10 แผน   (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ  และ (3) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 20 ข้อ ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้
1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ทั้ง 10 แผน มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 85.32 / 86.19 เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชานาฏศิลป์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นประสบการณ์ โดยรวมอยู่ในระดับ มาก ( x= 4.46 )

Tags:
Guest
ดวงจิต เกียรติพัฒนกุล
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #279: 21 ส.ค. 19, 00:50 น

การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้
แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา
สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 

โดย
นางดวงจิต  เกียรติพัฒนกุล
ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนเทศบาล ๓ ชุมชนวัดจันทราวาส
สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี

บทคัดย่อ
   การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research  and  Development) โดยมีวัตถุประสงค์  (1)  เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานและประเมินความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  (2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และ 4) เพื่อประเมินผลและปรับปรุงรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 34 คน ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนเทศบาล 3 ชุมชนวัดจันทราวาส  อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง (Purposive  Sampling) โดยจัดห้องเรียนของโรงเรียนคละความสามารถของผู้เรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย  แบบสอบถามเพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้   แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหา   แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content  Analysis) วิเคราะห์เปรียบเทียบ โดยการทดสอบค่า ที (t-test dependent) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


สรุปผลการวิจัย
   1. ครู และนักเรียนมีความเห็นว่าจำเป็นและต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 
   2. รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5  มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด การตรวจสอบความสมเหตุสมผลเชิงทฤษฎี ความเป็นไปได้และความสอดคล้องของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีค่าดัชนีความสอดคล้องสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ( IOC  0.50 ) 
3. ทดลองใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก คือ  1) ทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดพื้นฐานของการเรียนการสอน  2)วัตถุประสงค์  3) กิจกรรมการเรียนรู้  4) แหล่งการเรียนรู้  5) การประเมินการเรียนการสอน  โดยในองค์ประกอบที่ 3 กิจกรรมการเรียนรู้ใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน  10 แผน เวลา 25 ชั่วโมง มีขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน คือ ขั้นกระตุ้นการเรียนรู้ด้วยปัญหา  ขั้นนำสู่จุดมุ่งหมาย  ขั้นวางแผนค้นคว้าเพื่ออธิบาย  ขั้นสู่เป้าหมายด้วยวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูล  ขั้นเพิ่มพูนด้วยสรุปผล  และขั้นรวมผลนำเสนอและขยายความรู้ 
4. ความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ตามเกณฑ์นักเรียนจำนวนร้อยละ 70 ของนักเรียนทั้งหมด มีความสามารถในการแก้ปัญหา ร้อยละ 70 ขึ้นไป พบว่าจำนวนนักเรียนทั้งหมด 34 คน ผ่านเกณฑ์ทุกคน คิดเป็นร้อยละ 100 มีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาเฉลี่ยเท่ากับ 18.06 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 90.29 ซึ่งผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้
5. ระดับความคิดเห็นของนักเรียนต่อรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  วิชานาฏศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐานร่วมกับโครงงาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา  สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยภาพรวมทั้งด้านรูปแบบของกิจกรรมการเรียนการสอน  ด้านเนื้อหา และด้านความพึงพอใจ มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับความเหมาะสมมาก

Tags:
Guest
ณัฐรี เนียมเงิน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #280: 27 ส.ค. 19, 14:16 น

ชื่อเรื่อง : การบริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร)
ชื่อผู้ประเมิน : นางณัฐรี เนียมเงิน
โรงเรียน : โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร)
ปีที่ประเมิน : 2561
บทคัดย่อ
    การวิจัยเรื่อง การการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) มีวัตถุประสงค์การวิจัย1) เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติ ปัญหาและแนวทางการพัฒนาหลักสูตร สถานศึกษาด้วยการบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียน เทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) 2) เพื่อออกแบบการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาด้วย การบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) 3) เพื่อทดลองใช้หลักสูตรสถานศึกษาด้วยการบูรณาการปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) และ 4) เพื่อประเมินและปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาด้วยการบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดย การมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน ครูผู้สอน จำนวน 47 คน คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 13 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 65 คน
ผลการวิจัยพบว่า
1. การการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) โดยรวมพบว่ามีปัญหา อยู่ในระดับมาก เพื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ประเด็นที่ 1 การบริหารจัดการศึกษา มีปัญหา อยู่ในระดับมากที่สุด ประเด็นที่ 2 การพัฒนาผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีปัญหา อยู่ในระดับมาก
2. การการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) พบว่ารูปแบบการพัฒนา ประกอบด้วย ประเด็นการพัฒนา 2 ประเด็น คือ ประเด็นที่ 1 การบริหารจัดการศึกษา มี6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การกำหนดวิสัยทัศน์ตามแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง 2) การกำหนดแผน และพัฒนา 3) การนำแผนพัฒนาสู่การปฏิบัติ 4) การประสานความร่วมมือและสร้างเครือข่าย 5) การติดตาม ประเมินผล 6) การปรับปรุง พัฒนาต่อเนื่อง ประเด็นที่ 2 การพัฒนาผู้เรียนตามหลัก ข ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมี 3 ด้านคือ 1. ด้านความรู้ มี 2 องค์ประกอบคือ 1) ทักษะการแสวงหา ความรู้ 2) การใช้แหล่งเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2. ด้านคุณธรรม จริยธรรม มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) ระเบียบวินัยและความรับผิดชอบ 2) การประหยัดและเก็บออม 3) ด้านทักษะชีวิต มี 2 องค์ประกอบ ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพชีวิต 2) การปฏิบัติตนให้รอดพ้นจากปัญหาสังคม สาระสำคัญของแนวทางการพัฒนา มี 6 ประการ คือ 1) ประเด็นการพัฒนา 2) องค์ประกอบ 3) รูปแบบการพัฒนา 4) ตัวบ่งชี้ 5) วิธีการพัฒนา 6) การติดตาม ประเมินผล
3. การทดลองใช้และปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) โดยรวมพบว่า มีการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ประเด็นที่ 1 การบริหารจัดการศึกษา มีการพัฒนาอยู่ในระดับดีมาก และประเด็นที่ 2 การพัฒนาผู้เรียนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการพัฒนาระดับดีมาก
4. ผลการปรับปรุงแนวทางการการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นยืนยันประสิทธิภาพความสอดคล้องเหมาะสม และเสนอแนะการ บริหารจัดการเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยการมีส่วนร่วมของ ชุมชน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) สร้างความตระหนัก ในการพัฒนาอย่างมั่นคง และต่อเนื่อง สร้างจิตสำนึกเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนา และฝึกทักษะอย่างหลากหลายให้กับ นักเรียน

Tags:
 
Tags:
Guest
ณัฐรี เนียมเงิน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #281: 27 ส.ค. 19, 14:18 น

เรื่อง รายงานผลการประเมินโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพ นักเรียนโรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร)
ปีการศึกษา 2560
ผู้รายงาน นางณัฐรี เนียมเงิน
----------------------------------------------------------------------
บทคัดย่อ
    รายงานผลการประเมินโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินสภาวะแวดล้อม ประเมิน ปัจจัยเบื้องต้น ประเมินกระบวนการ และประเมินผลโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนา คุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน การดำเนินการประเมินโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียน เทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) จำนวน 710 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบสอบถาม เพื่อประเมินโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) จำนวน 67 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ คะแนนเฉลี่ย ( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
ผลการศึกษา พบว่า การดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพ นักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) โดยรวมทั้ง 4 ด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.51) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านและเรียงลำดับจากมากไปน้อยคือ ด้านกระบวนการของ โครงการ ( X =4.71) รองลงมาคือ ด้านผลผลิตของโครงการ ( X =4.53) ด้านปัจจัยของโครงการ ( X =4.43) และ ด้านสภาวะแวดล้อมของโครงการ ( X =4.35) ตามลำดับ และจำแนกรายด้านพบว่า
1. ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) ด้านสภาวะแวดล้อม (Context) โดยรวมอยู่ในระดับ มาก ( X =4.34) พิจารณาเป็นรายข้อและเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ การกำหนดเป้าหมาย วิธีดำเนินงานเหมาะสมสามารถปฏิบัติจริงได้( X =4.52) รองลงมาคือ รูปแบบการจัดทำโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) ( X =4.50) และผู้บริหารมีความชัดเจนในการดำเนินโครงการ ( X =4.44) ตามลำดับ
2. ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) ด้านปัจจัย (Input) โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.43) พิจารณาเป็นรายข้อ และเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ ข มีงบประมาณในการซื้อวัสดุครุภัณฑ์ได้ครบตามที่ต้องการ ( X =4.75) รองลงมา คือ มีเอกสาร หนังสือ คู่มือและข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้( X =4.68) และมีงบประมาณ ในการดำเนินโครงการเพียงพอ ( X =4.67) ตามลำดับ
3. ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) ด้านกระบวนการ (Process) โดยรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด ( X =4.71) พิจารณาเป็นรายข้อและเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก ได้แก่ นิเทศ กำกับ ติดตามการดำเนินโครงการตรงตามแผน ( X =4.88) รองลงมาคือ โรงเรียนได้ ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการวางไว้( X =4.83) และมีการประชุมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ผู้ปกครอง ครู กรรมการสถานศึกษา ( X =4.79) ตามลำดับ
4. ผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านชะอำ (ชะอำวิทยาคาร) โครงการด้านผลผลิต (Product) โดยรวมอยู่ใน ระดับมากที่สุด
( X =4.53) พิจารณาเป็นรายข้อและเรียงลำดับตามค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย 3 อันดับแรก คือ นักเรียนส่งงานหรือภาระงานที่ได้รับมอบหมายทันตามที่กำหนด( X =4.85) รองลงมาคือ นักเรียนสามารถเรียนรู้จากวิทยากรท้องถิ่นได้ ( X =4.69) และ นักเรียนเคารพกติกาใน การใช้แหล่งเรียนรู้ ( X =4.68) ตามลำดับ

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #282: 2 ก.ย. 19, 03:15 น

ชื่อเรื่อง       :   รายงานการพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ผู้รายงาน   :   นายเอกสิทธิ์  สง่าวงษ์
ปีที่พัฒนา    :   2560

บทคัดย่อ

   การพัฒนาเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ   เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนเรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอนเรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ   เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในพัฒนาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา 2560 จำนวน 17 คน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอนที่ผู้รายงานสร้างขึ้น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ คือ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)  ค่าประสิทธิภาพ E1/ E2 และทดสอบด้วยค่าสถิติที (t-test dependent samples group)
   ผลการพัฒนาพบว่า
   1.  ประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนการสอนเรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 82.38/82.47 ซึ่ง  สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
   2.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้เอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3.  ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนการสอน เรื่อง
งานประดิษฐ์จากกล่องกระดาษ เพื่อพัฒนาทักษะการประดิษฐ์อย่างสร้างสรรค์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.57 ซึ่งอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #283: 2 ก.ย. 19, 03:18 น

ชื่อเรื่อง      :      การประเมินโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียน
         โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง)
ชื่อผู้วิจัย   :      นายเอกสิทธิ์  สง่าวงษ์
ปีที่ศึกษา      :       2561

บทคัดย่อ
         
   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลและปรับปรุงโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) โดยใช้รูปแบบการประเมินซิป (CIPP MODEL) ประเมินในด้านบริบท ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลผลิตของโครงการ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1 คน ครู จำนวน 12 คน ชุมชน จำนวน 17 คน และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา จำนวน 100 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 130 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ( ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
   1. ด้านบริบท
      ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และชุมชน เกี่ยวกับด้านบริบทของโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ( = 4.46) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 3 ข้อ และระดับมากจำนวน 2 ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยจากมากที่สุด ได้แก่ วัตถุประสงค์ของโครงการมีความชัดเจน เข้าใจง่าย (  = 4.73) รองลงมาคือ ความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับกิจกรรม ( = 4.57) และน้อยที่สุด คือ นโยบายของการส่งเสริมการประดิษฐ์ของนักเรียนมีความชัดเจน ( = 4.17)
   2. ด้านปัจจัยนำเข้า
      ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และชุมชน เกี่ยวกับด้านปัจจัยนำเข้าของโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดบ้านโป่ง โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก(  = 4.48) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 6 ข้อ  ระดับมาก จำนวน 4 ข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ สถานที่ปฏิบัติกิจกรรมมีเพียงพอกับจำนวนนักเรียน  (  = 4.60) รองลงมาได้แก่ ปริมาณงานที่ได้รับผิดชอบของครูที่รับผิดชอบโครงการมีความเหมาะสมไม่เกินขอบเขตที่รับผิดชอบ (  = 4.57)  และน้อยที่สุด ได้แก่ สื่อ-อุปกรณ์ ที่ใช้ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนชอบการประดิษฐ์ (   = 4.33)
   3. ด้านกระบวนการ
      ความคิดเห็นของผู้บริหารสถานศึกษา ครู และชุมชน เกี่ยวกับด้านกระบวนการของโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) โดยภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด (  = 4.52) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด จำนวน 7 ข้อ ระดับมาก จำนวน 3 ข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด ได้แก่ ความเหมาะสมของกิจกรรมสามารถแก้ปัญหาการประดิษฐ์ของนักเรียนที่มีปัญหาในการประดิษฐ์ และนักเรียน ครู ผู้บริหาร มีผลงานเนื่องจากการส่งเสริมกิจกรรมการประดิษฐ์ (  = 4.72) รองลงมา ได้แก่ มีการประชุมวางแผนของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการ และความเหมาะสมของกิจกรรมนำความรู้ไปเผยแพร่ในรูปแบบต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ (  = 4.69) และน้อยที่สุด ได้แก่ ความเหมาะสมของกิจกรรมที่ให้ผู้เป้าหมายได้ร่วมกิจกรรม เช่น การแข่งขันการประดิษฐ์วัสดุเหลือใช้ (   = 4.43)
   4. ด้านผลผลิตของโครงการ
      นักเรียนปฏิบัติเกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์จากวัสดุเหลือใช้ ซึ่งเป็นผลผลิตของโครงการนักประดิษฐ์น้อยช่วยลดโลกร้อนของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) ส่วนใหญ่มีนักเรียนปฏิบัติ 6-7 รายการ มีจำนวน 42 คน คิดเป็นร้อยละ 42.00 รองลงมามีนักเรียนปฏิบัติ 4-5 รายการ  มีจำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 40.00 และน้อยที่สุดมีนักเรียนปฏิบัติ 8-10 รายการ มีจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 6.00 พบว่า ผลผลิตอยู่ในระดับดี

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #284: 2 ก.ย. 19, 03:19 น

ชื่อเรื่อง      :      รายงานการใช้ชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน
         โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน
         สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้ศึกษา   :      นายเอกสิทธิ์  สง่าวงษ์
ปีที่ศึกษา      :       2561

บทคัดย่อ
         
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1) ศึกษาสภาพปัญหาของการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน)  2) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80  3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  4)  ศึกษาคุณธรรมพื้นฐานก่อนและหลังเรียนด้วยชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2  และ 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน                         ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเทศบาล ๒ (คลองระนง) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 23 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เป็นการเลือกกลุ่มนักเรียนทั้งหมดในชั้นเรียน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดการเรียนรู้ ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์  เรื่อง งานบ้าน มีจำนวน 3 ชุด  ชุดที่ 1 เรื่อง เรียนรู้งานบ้าน ชุดที่ 2 เรื่อง ชุดสวยสะอาดตา ชุดที่ 3 เรื่อง แม่ครัวตัวน้อย 2) หนังสือนิทานส่งเสริมคุณธรรมพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 เล่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และตรวจสอบสมมติฐานโดยการหาค่าที (t-test)
   ผลการศึกษาพบว่า
   1. ผลการศึกษาสภาพปัญหาของการจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และเทคโนโลยี (งานบ้าน) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียน การสอน นักเรียนต้องการให้ครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นการปฏิบัติมากๆ ร้อยละ 36.67 ส่วนด้านการส่งเสริมคุณธรรม นักเรียนเห็นว่าถ้าได้อ่านหนังสือนิทานจะส่งเสริมให้นักเรียนเกิดคุณธรรมมากขึ้น ร้อยละ 33.33
   2. ชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 82.62/82.00ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 80/80
   3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01     
   4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคุณธรรมพื้นฐานหลังเรียนอยู่ในระดับร้อยละ 86.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80
   5. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่เน้นคุณธรรมพื้นฐาน โดยใช้นิทานส่งเสริมคุณธรรม เรื่อง งานบ้าน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.80) 

Tags:
Guest
นางสาวพรพิไร แก้วสมบัติ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #285: 21 ก.ย. 19, 15:37 น

บทคัดย่อ

หัวข้อวิจัย     ผลการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น
   ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL
   โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
ผู้วิจัย    นางสาวพรพิไร  แก้วสมบัติ
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย
ปีการศึกษา   2562

   การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental  Research)  โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ และ (2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/6 จำนวน 40 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม ดำเนินการทดลองระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น  ที่จัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น  เป็นแบบทดสอบแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที (t - test) แบบ Dependent และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)
   ผลการวิจัยพบว่า
   1)   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ตรรกศาสตร์เบื้องต้น ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีผลการเรียนรู้หลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้
   2)   นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ PSSPE MODEL เพื่อพัฒนากระบวนการคิดเชิงระบบ อยู่ในระดับเห็นด้วยมาก (x-bar=3.95 , S.D.= 0.34)

Tags:
Guest
การพัฒนาชุดการสอน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #286: 1 ต.ค. 19, 22:33 น

ชื่อเรื่อง     รายงานการพัฒนาชุดการสอน  เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม
      สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  

ผู้วิจัย      นางสาวธิติมา  ทองสนิท    ตำแหน่ง  ครูวิทยฐานะชำนาญการ

สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา  อำเภอบ้านแท่น  จังหวัดชัยภูมิ

ปีที่วิจัย      2561

บทคัดย่อ
   การพัฒนาชุดการสอน เรื่อง วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา          ปีที่ 4  มีจุดมุ่งหมายการวิจัยเพื่อ 1.  เพื่อพัฒนาชุดการสอน  เรื่อง วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2.  เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลของชุดการสอน  เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4                     3.  เพื่อเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุด             การสอน  เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4   4.  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยชุดการสอน เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม                         สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  4                 ภาคเรียนที่ 1  ปีการศึกษา  2561 โรงเรียนบ้านแท่นวิทยา อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 30  1 ห้องเรียน  จำนวน  40  คน  กำหนดกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง         รูปแบบการวิจัยเป็นแบบกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนเรียนและการทดสอบหลังเรียน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  1.  ชุดการสอน  เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4   จำนวน  8  ชุด  2.  แผนการจัดการเรียนรู้  เรื่อง  วัฒนธรรมกับการอยู่ร่วมกันในสังคม  (ส31101)        สาระหน้าที่พลเมืองวัฒนธรรมกับการดำเนินชีวิต  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 4   จำนวน  17  ชั่วโมง  -3.  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ  ที่มีค่าความยากง่ายอยู่ในช่วง 0.25 –0.75  และค่าอำนาจจำแนก  อยู่ในช่วง  0.25 – 0.75  มีความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.85 4.  แบบวัดความพึงพอใจแบบมาตราส่วนประมาณค่า  5  ระดับ  1  ฉบับ  จำนวน  14  ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ค่าร้อยละ  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบสมมติฐานโดยใช้ t-test  แบบกลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #287: 8 ต.ค. 19, 00:23 น

ชื่อเรื่อง   การจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวน
                ไม่เกินสิบ เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
                (อายุ 3-4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่
ผู้วิจัย      นางอุมาพร  สารรัตน์  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ           
       ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ สังกัดกองการศึกษาเทศบาล
                ตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ
ปีที่พิมพ์   2562

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวนไม่เกินสิบ เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ ตามเกณฑ์ 80/80 2) หาดัชนีประสิทธิผลของจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวนไม่เกินสิบ เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ 3) เปรียบเทียบทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวน  ไม่เกินสิบ ระหว่างก่อนและหลังการจัดประสบการณ์เรียนรู้ 4) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวนไม่เกินสิบ เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ สังกัดเทศบาลตำบลเค็งใหญ่ อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ จำนวน 1 ห้อง รวม 15 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ จำนวน 50 แผน มีคุณภาพอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด แบบทดสอบวัดทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าความยากง่ายตั้งแต่ 0.22-0.67 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.33-0.73 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.77 และแบบสอบถามความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยที่มีต่อการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา จำนวน 10 ข้อ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.43-0.90 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.94 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่า t-test (Dependent)
   ผลการวิจัยพบว่า แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา เรื่อง การนับจำนวนไม่เกินสิบ เพื่อส่งเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-4 ปี) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเค็งใหญ่ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.07/87.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ เด็กปฐมวัยที่จัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา มีความก้าวหน้าทางการเรียน ร้อยละ 0.73 มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์หลังจัดประสบการณ์เรียนรู้สูงกว่าก่อนจัดประสบการณ์เรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับดีมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #288: 18 พ.ย. 19, 21:54 น

ชื่อเรื่อง   ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์
ผู้วิจัย   นางสุภาวดี  บุษปวนิช
ปีการศึกษา 2561


บทคัดย่อ
   การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  เป็นเด็กปฐมวัยชาย – หญิง อายุ 3– 4 ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้นเตรียมอนุบาล ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดมงคลนิมิตร สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย จำนวน 11  คน ที่ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง รูปแบบการวิจัย คือ แบบกลุ่มเดียวทดลองก่อนและหลัง โดยผู้วิจัยเป็นผู้ดำเนินการทดลองด้วยตนเอง โดยใช้เวลาในการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษา 2561 ระยะเวลาในการทดลอง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน รวมทั้งหมด 24 ครั้ง
   เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือแผนการจัดกิจกรรมชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์และแบบทดสอบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กของเด็กปฐมวัย แบบแผนการวิจัยใช้แบบกลุ่มเดียวทดลองก่อนและหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์ สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน การทดสอบที่แบบไม่อิสระต่อกัน (t-testforDependentSamples)
   ผลการวิจัยพบว่า  เมื่อคะแนนก่อนและหลังการจัดกิจกรรมมาเปรียบเทียบกันเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยใช้ชุดกิจกรรมมือน้อยสร้างสรรค์มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็กก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรมแตกต่างกัน โดยค่าเฉลี่ยคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อเล็ก หลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ .05

Tags:
Guest
(Best Practice)บ้านบางปาน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #289: 26 พ.ย. 19, 15:59 น

วิธีปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Best Practice)
โครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข
ชื่อผลงาน    ปลูกฝังคุณธรรมที่ดี...สู่วิถีโรงเรียนสีขาว โดยวิธี BANGPARN
ผู้เสนอผลงาน    โรงเรียนบ้านบางปาน  หมู่ที่ ๑   
      ตำบลไทรทอง  อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
      สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต ๓
      โทรศัพท์ ๐๘๙-๘๖๖๔๖๕๙
      E-mail : sompornbo***  
๑. ความสำคัญของผลงาน
   ๑.๑ ความเป็นมาและสภาพของปัญหา
   จากสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในปัจจุบัน การสื่อสารเทคโนโลยีต่างๆ ส่งผลกระทบต่อ ประชาชนทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ซึ่งปรากฏปัญหาให้เห็นมากมาย ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้าน อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด อันนำมาซึ่งปัญหาครอบครัวที่เกิดความทุกข์ ความวิตกกังวล ความเครียด มีการปรับตัวที่ไม่เหมาะสมหรืออื่นๆ ความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการพัฒนานักเรียน ให้เป็นคนดี มีคุณธรรมตามความคาดหวังนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย โดยเฉพาะ บุคลากรทางการศึกษาทุกคนในโรงเรียน ซึ่งมีครูเป็นหลักสำคัญในการดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตของ นักเรียนให้เติบโตงดงามและเป็นบุคคลที่มีคุณค่าของสังคม การพัฒนานักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ และสติปัญญามีความรู้ ความสามารถ และมีคุณธรรมจริยธรรม ดำเนินวิถีชีวิตที่เป็นสุขตามที่ สังคมมุ่งหวัง โดยผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่โรงเรียนต้องดำเนินการจัดการศึกษาตามนโยบายของ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ต้องการให้เยาวชนเป็นคนเก่ง คนดี ดำรงตนให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข นอกจาก จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้นักเรียนได้รับกระบวนการเรียนรู้แล้ว การป้องกันและการช่วยเหลือ แก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากปัจจัยเสี่ยงรอบโรงเรียนที่มีพฤติกรรมไปเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ร้านเกม การพนัน หนีเรียน ทะเลาะวิวาท ก่ออาชญากรรม เป็นปัญหาสังคมที่ผู้ปกครอง ครูทุกคนที่เกี่ยวข้อง ต้องเข้าไปช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาไม่ให้มีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งมาจากปัจจัยเสี่ยงและ ผลกระทบจากแหล่งอบายมุข
   โรงเรียนบ้านบางปานเห็นความสำคัญในเรื่องนี้จึงได้จัดทำโครงการโรงเรียนสีขาวปลอดยาเสพติด และอบายมุขขึ้น มีนโยบายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาร่วมกับผู้นำชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครู และนักเรียน โดยมีแนวทางการในการดำเนินงานสอดคล้องตามมาตรฐานที่กำหนดทั้ง 5 ด้าน คือ มาตรฐานด้านการป้องกัน มาตรฐานด้านการค้นหา มาตรฐานด้านการรักษา มาตรฐานด้านการเฝ้าระวัง และมาตรฐานด้านการบริหารจัดการ เพื่อช่วยให้นักเรียนโรงเรียนบ้านบางปานเป็นคนที่มีความสมบูรณ์ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาอันก่อให้เกิดการแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและอบายมุขต่างๆส่งผลให้โรงเรียนเป็นสถานศึกษาที่ปราศจากสารเสพติดและอบายมุขต่างๆอย่างยั่งยืนต่อไป


Tags:
Guest
วิจัย
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #290: 1 ธ.ค. 19, 08:59 น

 q*062 q*062ชื่อเรื่อง       รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
      เรื่อง My Story สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้รายงาน      อนิรุทธิ์   มาจันตะ

บทคัดย่อ

   รายงานการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 My Story กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่ศึกษา ได้แก่ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของ
แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 My Story กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย
แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 My Story กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) เพื่อศึกษา
ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 My Story กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนบ้านซับเปิบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 โดยวิธี
การคัดเลือกโดยวิธีเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 19 คน ที่มีผลการเรียนคละกัน เก่ง
ปานกลาง และอ่อน เครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา คือ แบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 My Story กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ที่ 1
My Story และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 My Story กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่า t – test    
   ผลการพัฒนาพบว่า
   1. ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 My Story กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 7 เล่ม มีค่าเฉลี่ยของคะแนนระหว่างเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 My Story มีค่าเท่ากับ 92.42 และค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียน มีค่าเท่ากับ 89.77 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 My Story กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 7 เล่ม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 92.42/89.77 เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
   2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านซับเปิบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 1 ภาคเรียนที่ 1
ปีการศึกษา 2560 จำนวน 19 คน มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.26 คะแนน และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 26.37 คะแนนตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกเสริมทักษะการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 My Story กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ สำหรับนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่าโดยรวมนักเรียนมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.73

Tags:
Guest
นางสาวศิวภรณ์ รักกลาง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #291: 18 ธ.ค. 19, 00:37 น

ชื่อเรื่อง    รายงานการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะ
สร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความพร้อมทางด้านภาษา  สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2
ผู้รายงาน    นางสาวศิวภรณ์  รักกลาง
โรงเรียน   โรงเรียนโยธินนุกูล
สังกัดเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม  จังหวัดนครราชสีมา
ปีการศึกษา   2561
บทคัดย่อ

รายงานการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์
เพื่อพัฒนาความพร้อมทางด้านภาษา  สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2  ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
1) พัฒนาแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความพร้อมทางด้านภาษา สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 และ 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่  เด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 2/1 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนโยธินนุกูล   สังกัดเทศบาลตำบลหนองไผ่ล้อม  จังหวัดนครราชสีมา
เป็นเด็กชาย 19 คน เด็กหญิง 18 คน ทั้งหมด 37 คน  โดยการเลือกแบบเจาะจง ( Purposive  Sampling )  โดยผู้วิจัยเป็นครูประจำชั้นรู้จักเด็กเกิน 3  เดือน  และเด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษา อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ 1) แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาความพร้อมทางด้านภาษา จำนวน 20 แผน และ 2) แบบประเมินความพร้อมทางด้านภาษา สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 20 ข้อ จำนวน 60 คะแนน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย(µ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน("σ" )
ผลการวิจัยพบว่า
1. แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาความพร้อมทางด้านภาษา มีประสิทธิภาพเท่ากับ  76.00/76.58 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 75/75  
2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดกิจกรรม
ศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาความพร้อมทางด้านภาษาเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 0.5122 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 51.22



Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงาน
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #292: 21 ธ.ค. 19, 16:11 น

 ชื่อเรื่อง รายงานการใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนา

ทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2

ชื่อผู้ศึกษา นางชลิดา วิชชุเวทิน

สถานศึกษา โรงเรียนวัดสามชุก

สำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3

ปีการศึกษา 2561

บทคัดย่อ

รายงานการใช้ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์

ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้ชุดกิจกรรม

เสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 กลุ่มเป้าหมายที่ศึกษาในครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนวัดสามชุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 27 คน ระยะเวลา 12 สัปดาห์ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 6 ชุด แผนการจัดประสบการณ์ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2

และแบบประเมินทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 สถิติที่ใช้ ได้แก่ การเปรียบเทียบความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมโดยหาค่าเฉลี่ย (µ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (σ) และทดสอบค่าที (t - test dependent)

ผลการศึกษา พบว่า

การเปรียบเทียบความสามารถทางด้านคณิตศาสตร์ ของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2

โรงเรียนวัดสามชุก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 3 ก่อนและหลังใช้

ชุดกิจกรรมเสริมประสบการณ์ พบว่า คะแนนทักษะพื้นฐานทางด้านคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย

ชั้นอนุบาลปีที่ 2 หลังจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

ที่ระดับ .01

Tags:
Guest
ชื่อผู้วิจัย
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #293: 18 ม.ค. 20, 14:34 น

ชื่อเรื่อง    รายงานผลการใช้สื่อนวัตกรรมพัฒนาความพร้อมด้านการอ่านภาพประกอบคำพยัญชนะไทยของนักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 ปีการศึกษา 2562

ชื่อผู้วิจัย   นางคำเมย  มุ่งเงินทอง ครูประจำชั้นอนุบาล 1/2 ปีการศึกษา 2562 ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ) เอกการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตรบัณฑิต สถานที่ทำงาน โรงเรียนเทศบาล 3 (บุญทวงค์อนุกูล) ต. หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง


บทคัดย่อ

   ในการวิจัยครั้งนี้ ข้าพเจ้ามีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความพร้อมด้านการอ่านของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1/2 โรงเรียนเทศบาล 3 (บุญทวงค์อนุกูล) ปีการศึกษา 2562 ของภาคเรียนที่ 2 จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 10 คน ด้วยวิธีใช้แบบฝึก ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัยทั้งสิ้น โดยเริ่มทำการวิจัยตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2562 ถึงเดือน กันยายน 2562 ใช้เวลาดำเนินการ 3 เดือน เวลาที่ใช้ในการสอนรวม 30 คาบ คาบละ 20 นาที
   ประชากรที่ใช้ในการศึกษาได้แก่นักเรียนชั้นอนุบาล 1/2 โรงเรียนเทศบาล 3 (บุญทวงค์อนุกูล) จังหวัดลำปาง จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยแบบฝึกความพร้อมด้านการอ่านประกอบภาพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย
   ผลการวิจัยพบว่านักเรียนจำนวนหนึ่งมีการพัฒนาความพร้อมด้านการอ่านดีขึ้นกว่าเดิม ด้วยวิธีแบบฝึกความพร้อมด้านการอ่านประกอบภาพและให้แรงเสริม โดยการชมเชยและใช้เวลาว่าง ในการฝึกทักษะการอ่านมากพอสมควรดังนั้น นักเรียนจึงเกิดความพร้อมในด้านการอ่านโดยฝึกทักษะให้นักเรียนจำพยัญชนะไทย 44 ตัวและแบบฝึกความพร้อมด้านการอ่านเช่น เพลง คำคล้องจอง ฝึกพูดเป็นคำ ได้อย่างถูกต้อง โดยนำมาซึ่งการพัฒนาทักษะความพร้อมในด้านการอ่านได้อย่างถูกต้องมาก ๆ ยิ่งขึ้น

Tags:
Guest
สุภาวดี ยนต์ชัย
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #294: 21 ม.ค. 20, 22:22 น

ชื่อเรื่อง         การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฏี
                                คอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์
                                ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย            นางสุภาวดี  ยนต์ชัย
หน่วยงาน         โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์  องค์การบริหาร
                                ส่วนจังหวัดมหาสารคาม
ปีที่ทำการวิจัย      ปีการศึกษา  2560

                                              บทคัดย่อ

   การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา    ปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    4) เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนา     การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560  จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ แบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์  แบบวิเคราะห์เอกสาร  รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  แบบประเมินรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่าที t-test (Dependent Samples)
   ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้
      1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี    คอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1      ที่นักเรียนต้องการ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ต้องการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี      คอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพราะนักเรียนมีความรู้ มีทักษะในการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมากขึ้น บรรยากาศ ในการเรียนสนุกสนาน นักเรียนได้ทำกิจกรรมการเรียนการสอนหลากหลาย นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมทุกคน และนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา          ในชีวิตประจำวันได้   
      2. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนา   การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ค่าประสิทธิภาพ E1/ E2  แบบรายบุคคล (Individual Tryout) เท่ากับ 77.92/76.67 ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 แบบกลุ่มเล็ก (Small Group Tryout) เท่ากับ 78.47/77.41 และจากการทดลองภาคสนามประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ มีค่าเท่ากับ 81.13/80.11 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
      3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์             เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 31 คน ได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 83.10/82.04 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      4. ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนา การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนา        การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ และผลการประเมินรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญโดยรวม เท่ากับ 4.86 อยู่ในระดับมากที่สุด นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X ̅= 4.35 , S.D = 0.55 )
   โดยสรุป รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพที่เหมาะสม ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และมีความสามารถด้านการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมากขึ้น ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้นำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป

Tags:
Guest
สุภาวดี ยนต์ชัย
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #295: 21 ม.ค. 20, 22:28 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฏี         
                        คอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ 
                        สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย         นางสุภาวดี  ยนต์ชัย
หน่วยงาน      โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์  องค์การบริหารส่วนจังหวัด
                        มหาสารคาม
ปีที่ทำการวิจัย   ปีการศึกษา  2560

                                              บทคัดย่อ

   การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา    ปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1    4) เพื่อประเมินและปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนา     การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนเสือโก้กวิทยาสรรค์ อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560  จำนวน 31 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่ แบบสอบถาม  แบบสัมภาษณ์  แบบวิเคราะห์เอกสาร  รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  แบบประเมินรูปแบบ การจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียน  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่าที t-test (Dependent Samples)
   ผลการวิจัยปรากฏ ดังนี้
      1. ผลการศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี    คอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1      ที่นักเรียนต้องการ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ต้องการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎี      คอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพราะนักเรียนมีความรู้ มีทักษะในการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมากขึ้น บรรยากาศ ในการเรียนสนุกสนาน นักเรียนได้ทำกิจกรรมการเรียนการสอนหลากหลาย นักเรียนได้ร่วมกิจกรรมทุกคน และนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหา          ในชีวิตประจำวันได้   
      2. ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนา   การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ได้ค่าประสิทธิภาพ E1/ E2  แบบรายบุคคล (Individual Tryout) เท่ากับ 77.92/76.67 ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 แบบกลุ่มเล็ก (Small Group Tryout) เท่ากับ 78.47/77.41 และจากการทดลองภาคสนามประสิทธิภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ มีค่าเท่ากับ 81.13/80.11 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนดไว้
      3. ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์             เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 31 คน ได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 83.10/82.04 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      4. ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนา การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนา        การเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้ และผลการประเมินรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญโดยรวม เท่ากับ 4.86 อยู่ในระดับมากที่สุด นักเรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้ ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X ̅= 4.35 , S.D = 0.55 )
   โดยสรุป รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพที่เหมาะสม ช่วยให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ และมีความสามารถด้านการใช้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมากขึ้น ดังนั้น จึงควรส่งเสริมให้นำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป

Tags:
Guest
หยาดพิรุณ วรรณะศรี
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #296: 24 ม.ค. 20, 18:10 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการใช้เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมือง กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้ศึกษา      นางสาวหยาดพิรุณ    วรรณศรี
ปีที่ศึกษา   2560
บทคัดย่อ

   การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเอกสารประกอบการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1        กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/2 จำนวน 42 คน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนบ้านม่วงชุม อำเภอฝาง  จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ ได้แก่ เอกสารประกอบการเรียน จำนวน 15 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 24 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาที่ 1 จำนวน 40 ข้อ และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการใช้เอกสารประกอบการเรียนจำนวน 10 ข้อ ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้   ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่า t-test
   ผลการศึกษาพบว่า
1. เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ  80.19/80.25  ตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียน (33.33) สูงกว่าก่อนเรียน (26.57) เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   3. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนเอกสารประกอบการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมือง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีค่าเฉลี่ย 4.56 อยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
นางสุภัค กันจะนะ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #297: 27 ม.ค. 20, 16:26 น

ชื่อเรื่อง      รายงานผลการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E        เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3
ชื่อผู้รายงาน   นางสุภัค  กันจะนะ
ตำแหน่ง      ครู  วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ
สังกัด      โรงเรียนเทศบาลวัดมณีไพรสณฑ์  สังกัดเทศบาลนครแม่สอด  จังหวัดตาก
ปีการศึกษา   2561

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์  1)  เพื่อหาประสิทธิภาพของการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E  เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  และ  2)  เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E  เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3
การศึกษาครั้งนี้  เป็นการศึกษากึ่งทดลอง (Quasi Experimental Design)  ผู้รายงานใช้รูปแบบการทดลองแบบ One - Group Pretest - Posttest Design ที่มีกลุ่มทดลองกลุ่มเดียวมีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง  ซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กชาย-หญิง ที่มีอายุระหว่าง 5-6 ปี  กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3/4  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2561  จำนวน  1  ห้องเรียน  จำนวน  31  คน  ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม  (Cluster  Random  Sampling)  โดยใช้ห้องเรียน         เป็นหน่วยสุ่มจากห้องเรียนที่จัดกลุ่มคละความสามารถ  โดยการจับสลากมา  1  ห้อง  จาก  4  ห้องเรียน  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ 1)  คู่มือการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะ    หาความรู้ 5E  เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3  2)  แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E  เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3  และ  3)  แบบประเมินทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  สำหรับเด็กชั้นอนุบาล    ปีที่ 3  จำนวน  3  ชุด  ชุดละ  5  ข้อ  รวมทั้งหมด  15  ข้อ ประกอบด้วย  ชุดที่ 1 การสังเกต  ชุดที่ 2  การจำแนกประเภท  และชุดที่ 3  การลงความเห็น  การวิเคราะห์ข้อมูล  สถิติที่ใช้ได้แก่  ความถี่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และใช้  t-test dependent  ที่ระดับความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95

   ผลการศึกษาพบว่า
1.    การจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 5E  เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์  สำหรับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3  มีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.79/ 84.30
      2.  เด็กชั้นอนุบาลปีที่ 3  ที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะ    หาความรู้ 5E  มีทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #298: 2 ก.พ. 20, 12:56 น

ชื่อเรื่อง      การเปรียบเทียบผลการใช้หนังสือคำคล้องจองประกอบภาพ       
                เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะทางภาษา
                สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาคลัง

ผู้ศึกษา      นางสาวราตรี ศักดิ์อุบล
ปีที่พิมพ์     2562

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างหนังสือคำคล้องจองประกอบภาพ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะทางภาษา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาคลัง ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบพัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะทางภาษา ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ โดยใช้หนังสือคำคล้องจองประกอบภาพ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะทางภาษา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาคลัง
   กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาคลัง เทศบาลตำบลนายูง อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1   ปีการศึกษา 2562 จำนวน 1 ห้องเรียน    เด็กทั้งหมด 8 คน การได้มาของกลุ่มเป้าหมาย ผู้รายงานทำการเลือกแบบเจาะจง (Purposive random sampling) การศึกษาครั้งนี้ใช้รูปแบบการศึกษาแบบกลุ่มเดี่ยวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน
   เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) หนังสือคำคล้องจองประกอบภาพ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะทางภาษา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาคลัง 2) แผนการจัดประสบการณ์เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะทางภาษา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาคลัง ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นจำนวน 36 แผน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการทดสอบค่าที (t –test) ชนิดกลุ่มเป้าหมายไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples)
   ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1) ประสิทธิภาพของหนังสือคำคล้องจองประกอบภาพ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะทางภาษา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาคลัง ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 89.61/90.63 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80 2) พัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะทางภาษา ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1  ที่การจัดประสบการณ์โดยใช้หนังสือคำคล้องจองประกอบภาพ เพื่อเสริมสร้างพัฒนาการด้านสติปัญญาและทักษะทางภาษา สำหรับเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 1 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านนาคลัง มีคะแนนเฉลี่ยหลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
   


Tags:
Guest
ธนพร แก้วชารุณ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #299: 11 ก.พ. 20, 23:00 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล
      11 หนองหิน  สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
ชื่อผู้วิจัย      นางธนพร  แก้วชารุณ
      ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี
จังหวัดอุดรธานี

ปีที่วิจัย      2561

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีวิธีการดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎี และสภาพการณ์การบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยการเก็บข้อมูลจากการสังเกตและเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และกำหนดองค์ประกอบของร่างรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เป็นการสร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ ด้านการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์เป็นผู้บริหารสถานศึกษาหรือเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียน หรือมีผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียน มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาการบริหารการศึกษาหรือสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม จำนวน 3 รอบ คือ รอบที่ 1 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็น และความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีและนำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์จัดทำเป็นแบบสอบถามรอบที่ 2 เกี่ยวกับกิจกรรมการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ ของการดำเนินงาน
โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ในลักษณะประเมินค่า 5 ระดับ แล้วให้ผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็น
และนำมาคำนวณค่ามัธยฐาน (Median) ใช้เกณฑ์การพิจารณากิจกรรมการบริหารจัดการเพื่อนำไปกำหนดรูปแบบที่เหมาะสม กำหนดให้กิจกรรมที่มีค่ามัธยฐาน ตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range) ไม่เกิน 1.50 นำมาสร้างแบบสอบถาม รอบที่ 3 โดยใช้ข้อความเดิมแต่เพิ่มค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และคำตอบของผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ทบทวนคำตอบในแต่ละข้อและใช้เกณฑ์เดิมในการพิจารณากิจกรรมเพื่อนำไปกำหนดรูปแบบที่เหมาะสม เมื่อดำเนินการครบทั้ง 3 รอบ แล้วจึงสรุปรูปแบบการบริหารจัดการตามการดำเนินงานแต่ละด้านของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ขั้นตอนที่  3 การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบไปใช้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้องกับการใช้รูปแบบ คือ ผู้บริหารของสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี หัวหน้างานส่งเสริมสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี และผู้บริหารสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัยพบว่า
1. การศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ แนวคิดและทฤษฎีทางการบริหารจัดการ และแนวคิดการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า แนวคิดกระบวนการบริหารจัดการ ของรอบบินส์; และคูลเตอร์ (Robbins; & Coulter. 2009: 23-24) ที่ประกอบด้วย การวางแผนการจัดองค์กรการชี้นำ และการควบคุม (POLC) มาเป็นกรอบในการศึกษาข้อมูลสภาพการณ์การบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยยึดแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข เป็นกรอบในการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับการประเมินรับรองตามเกณฑ์และมาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ
2. การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน  สังกัดสำนักการศึกษา  เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
    2.1 การบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีองค์ประกอบในการดำเนินงานจำนวน 7 ด้านและมีกระบวนการบริหารจัดการ ประกอบด้วย 1) การวางแผน 2) การจัดองค์กร 3) การนำและ 4) การควบคุม ของแต่ละองค์ประกอบการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับ
ประถมศึกษาโดยมีกิจกรรมในการบริหารจัดการรวมทั้งหมด 87 กิจกรรม จำแนกตามองค์ประกอบ ดังนี้
2.1.1 ด้านการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ มีกิจกรรมการบริหารจัดการ     จำนวน 16 กิจกรรม
2.1.2 ด้านการบริการอนามัยโรงเรียน กิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน             16 กิจกรรม
2.1.3 ด้านสุขศึกษาในโรงเรียนกิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน 11 กิจกรรม
2.1.4 ด้านโภชนาการอาหารที่ปลอดภัย กิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน          14 กิจกรรม
2.1.5 ด้านการออกกำลังกาย กีฬาและนันทนาการกิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน 11 กิจกรรม
2.1.6 ด้านการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางสังคมกิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน 10 กิจกรรม
2.1.7 ด้านการส่งเสริมสุขภาพบุคลากรกิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน              9 กิจกรรม
2.2 ผลการหาค่ามัธยฐานและค่าพิสัยควอไทล์ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิต่อ           กิจกรรมการบริหารจัดการในแต่ละด้านของการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับประถมศึกษา พบว่า มีความคิดเห็นต่อกิจกรรมการบริหารจัดการอยู่ในระดับสูง มีค่ามัธยฐาน เท่ากับ 5.00
3. การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน  สังกัดสำนักการศึกษา  เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
   3.1 ผลการประเมินความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องกับการใช้รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน  สังกัดสำนักการศึกษา  เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นประโยชน์ และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
   3.2 ผลการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงคุณภาพกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำไปใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก



Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #300: 11 ก.พ. 20, 23:09 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล
      11 หนองหิน  สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
ชื่อผู้วิจัย      นางธนพร  แก้วชารุณ
      ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี
จังหวัดอุดรธานี

ปีที่วิจัย      2561

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีวิธีการดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ แนวคิด ทฤษฎี และสภาพการณ์การบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยการเก็บข้อมูลจากการสังเกตและเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ปฏิบัติงานจริง เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และกำหนดองค์ประกอบของร่างรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เป็นการสร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ ด้านการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โดยใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์เป็นผู้บริหารสถานศึกษาหรือเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียน หรือมีผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียน มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาการบริหารการศึกษาหรือสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม จำนวน 3 รอบ คือ รอบที่ 1 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็น และความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีและนำข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์จัดทำเป็นแบบสอบถามรอบที่ 2 เกี่ยวกับกิจกรรมการบริหารจัดการในด้านต่าง ๆ ของการดำเนินงาน
โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ในลักษณะประเมินค่า 5 ระดับ แล้วให้ผู้ทรงคุณวุฒิให้ความเห็น
และนำมาคำนวณค่ามัธยฐาน (Median) ใช้เกณฑ์การพิจารณากิจกรรมการบริหารจัดการเพื่อนำไปกำหนดรูปแบบที่เหมาะสม กำหนดให้กิจกรรมที่มีค่ามัธยฐาน ตั้งแต่ 3.50 ขึ้นไป และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ (Interquartile Range) ไม่เกิน 1.50 นำมาสร้างแบบสอบถาม รอบที่ 3 โดยใช้ข้อความเดิมแต่เพิ่มค่ามัธยฐานและค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และคำตอบของผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้ทบทวนคำตอบในแต่ละข้อและใช้เกณฑ์เดิมในการพิจารณากิจกรรมเพื่อนำไปกำหนดรูปแบบที่เหมาะสม เมื่อดำเนินการครบทั้ง 3 รอบ แล้วจึงสรุปรูปแบบการบริหารจัดการตามการดำเนินงานแต่ละด้านของโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ขั้นตอนที่  3 การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับความเหมาะสมความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้ในการนำรูปแบบไปใช้ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบงานส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้องกับการใช้รูปแบบ คือ ผู้บริหารของสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี หัวหน้างานส่งเสริมสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี และผู้บริหารสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการวิจัยพบว่า
1. การศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ แนวคิดและทฤษฎีทางการบริหารจัดการ และแนวคิดการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ พบว่า แนวคิดกระบวนการบริหารจัดการ ของรอบบินส์; และคูลเตอร์ (Robbins; & Coulter. 2009: 23-24) ที่ประกอบด้วย การวางแผนการจัดองค์กรการชี้นำ และการควบคุม (POLC) มาเป็นกรอบในการศึกษาข้อมูลสภาพการณ์การบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยยึดแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข เป็นกรอบในการพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการ เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับการประเมินรับรองตามเกณฑ์และมาตรฐานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ
2. การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน  สังกัดสำนักการศึกษา  เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
    2.1 การบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพของโรงเรียนเทศบาล ๑๑ หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี มีองค์ประกอบในการดำเนินงานจำนวน 7 ด้านและมีกระบวนการบริหารจัดการ ประกอบด้วย 1) การวางแผน 2) การจัดองค์กร 3) การนำและ 4) การควบคุม ของแต่ละองค์ประกอบการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับ
ประถมศึกษาโดยมีกิจกรรมในการบริหารจัดการรวมทั้งหมด 87 กิจกรรม จำแนกตามองค์ประกอบ ดังนี้
2.1.1 ด้านการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ มีกิจกรรมการบริหารจัดการ     จำนวน 16 กิจกรรม
2.1.2 ด้านการบริการอนามัยโรงเรียน กิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน             16 กิจกรรม
2.1.3 ด้านสุขศึกษาในโรงเรียนกิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน 11 กิจกรรม
2.1.4 ด้านโภชนาการอาหารที่ปลอดภัย กิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน          14 กิจกรรม
2.1.5 ด้านการออกกำลังกาย กีฬาและนันทนาการกิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน 11 กิจกรรม
2.1.6 ด้านการให้คำปรึกษาและสนับสนุนทางสังคมกิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน 10 กิจกรรม
2.1.7 ด้านการส่งเสริมสุขภาพบุคลากรกิจกรรมการบริหารจัดการ จำนวน              9 กิจกรรม
2.2 ผลการหาค่ามัธยฐานและค่าพิสัยควอไทล์ตามความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิต่อ           กิจกรรมการบริหารจัดการในแต่ละด้านของการดำเนินงานโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับประถมศึกษา พบว่า มีความคิดเห็นต่อกิจกรรมการบริหารจัดการอยู่ในระดับสูง มีค่ามัธยฐาน เท่ากับ 5.00
3. การประเมินรูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน  สังกัดสำนักการศึกษา  เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
   3.1 ผลการประเมินความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องกับการใช้รูปแบบการบริหารจัดการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ของโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน  สังกัดสำนักการศึกษา  เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานีด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นประโยชน์ และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
   3.2 ผลการสัมภาษณ์ข้อมูลเชิงคุณภาพกับผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำไปใช้ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก



Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #301: 11 ก.พ. 20, 23:11 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
      พอเพียงโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนคร
อุดรธานี จังหวัดอุดรธานี
ชื่อผู้วิจัย      นางธนพร  แก้วชารุณ
      ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ
โรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี
จังหวัดอุดรธานี

ปีที่วิจัย      2560

บทคัดย่อ

การวิจัยเรื่อง การพัฒนาครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อพัฒนาครูโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน  สังกัดสำนักการศึกษา  เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี ให้มีความรู้ความ เข้าใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และสามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้  ตามกรอบเนื้อหา           4 ขั้นตอน คือ 1) วิเคราะห์หลักสูตรรายวิชา 2) กำหนดหน่วยการเรียนรู้ 3) จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และ 4) การนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้หลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ซึ่งเป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบ ในลักษณะหมุนรอบตัวแบบเกลียวสว่านตามแนวคิดของ Kurt Lewin ดำเนินการ 2วงรอบแต่ละวงรอบ ประกอบด้วย การวางแผน (Planning) การปฏิบัติ (Action) การสังเกต (Observation) และการสะท้อนผล (Reflection) กลุ่มผู้ร่วมวิจัย จำนวน 14 คน ประกอบด้วย ครูประจำชั้นระดับปฐมวัย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1,2 ,3 ,4 ,5 และ 6 ซึ่งสอนในโรงเรียนเทศบาล 11 หนองหิน สังกัดสำนักการศึกษา เทศบาลนครอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี กลุ่มผู้ให้ข้อมูล จำนวน 63 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนจำนวน 1 คน วิทยากร จำนวน 1 คน ศึกษานิเทศก์ จำนวน 1 คน และนักเรียน จำนวน 60 คน ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง(Purposive sampling) ห้องละ 10 คนในอัตราส่วน 3 : 4 : 3 คือ คนเก่ง 3 คน คนปานกลาง 4 คน และคนอ่อน 3 คน กลยุทธ์ที่ใช้ในการพัฒนา คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศภายใน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบทดสอบ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมิน แบบสังเกต และแบบสอบถาม การจัดกระทำข้อมูล และการตรวจสอบข้อมูลยึดหลักการตรวจสอบข้อมูล แบบหลายมิติ (Triangulation) และนำเสนอผลการวิจัยโดยการบรรยาย

ผลการวิจัยพบว่า
      ผลการพัฒนาบุคลากรในวงรอบที่ 1 โดยใช้กลยุทธ์ในการพัฒนา คือ การประชุมเชิงปฏิบัติการ
และการนิเทศภายใน ซึ่งผลจากการใช้กลยุทธ์การประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจ สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้จากทดสอบกลุ่มผู้ร่วมวิจัยเพื่อวัดความรู้ความเข้าใจหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและวัดความรู้ความเข้าใจในการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า ผู้ร่วมวิจัยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อวิทยากรทำการประเมินการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ ผลปรากฏว่า กลุ่มผู้ร่วมวิจัยทั้ง 14 คน สามารถเขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ โดยมีผลการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมาก และการนิเทศภายในจากวิทยากร ศึกษานิเทศก์และผู้อำนวยการโรงเรียน ทำการนิเทศแผนการจัดการเรียนรู้ โดยการประเมินแผนการจัดการเรียนรู้และนิเทศการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกขณะทำการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้คำแนะนำช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาแก่กลุ่มผู้ร่วมวิจัยจนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 5 ขั้นตอนได้ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ คือ ในขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้พบว่า ครูข้ามขั้นตอนกิจกรรมการสอนที่เชื่อมโยงปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เข้ากับประสบการณ์การเรียนรู้ในและนอกห้องเรียนของผู้เรียน การจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้แหล่งเรียนรู้ที่ไม่หลากหลาย และในขั้นประเมินผลการเรียนรู้ให้ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้  พบว่า  ครูขาดการวัดผลประเมินผลการเรียนที่ครอบคลุมทั้งด้านความรู้  ทักษะ  กระบวนการ  ผลงานและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของผู้เรียน ดังนั้นเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาที่เกิดในระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รวมถึงการเสนอแนะแนวทางที่ปฏิบัติแล้วเกิดผลดี กลุ่มผู้ร่วมวิจัยจึงวางแผนการดำเนินการพัฒนาบุคลากรด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของวงรอบที่ 2
      ผลการพัฒนาบุคลากรในวงรอบที่2  โดยใช้กลยุทธ์การนิเทศภายใน พบว่า กลุ่มผู้ร่วมวิจัยสามารถนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทางการจัดการเรียนรู้ของกรมวิชาการ 5 ขั้นตอนได้ดี สามารถกำหนดขอบเขตเนื้อหาที่จะสอน และออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับเวลา ลักษณะของกิจกรรมเน้นให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้มากที่สุด มีการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสอดแทรกในกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งกลุ่มผู้ร่วมวิจัยมีความมั่นใจในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ สามารถเชื่อมโยงหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เข้ากับกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนสามารถสรุปองค์ความรู้ที่ได้จากกิจกรรมการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้ สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสอนที่ยึดครูเป็นศูนย์กลางมาเป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้  และสามารถประเมินผลการเรียนรู้ให้ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้ตามที่กำหนด โดยครูมีการประเมินผลตามสภาพจริงของผู้เรียน ครูวัดและประเมินผลโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเชื่อมโยงกับทักษะความรู้ กระบวนการและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #302: 12 ก.พ. 20, 13:07 น

(ก)
ชื่อเรื่อง      แบบฝึกเสริมประสบการณ์การประกอบอาหารเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
      สำหรับเด็กปฐมวัย (เด็กเล็ก 3 - 4 ขวบ)
ผู้ศึกษา      นางสุริยา  บุตรจันทร์
ปีการศึกษา   2561

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมประสบการณ์การประกอบอาหารเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย (เด็กเล็ก 3 – 4 ขวบ) 2) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของผู้เรียนชั้นปฐมวัย (เด็กเล็ก 3 – 4 ขวบ) ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมประสบการณ์การประกอบอาหารเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย (เด็กเล็ก 3 – 4 ขวบ) ประชากรในการศึกษาครั้งนี้ คือ ผู้เรียนชั้นปฐมวัย (เด็กเล็ก 3 – 4 ขวบ) ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลพุสวรรค์ จำนวน 25 คน ผู้ศึกษานำแบบฝึกเสริมประสบการณ์การประกอบอาหารเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย (เด็กเล็ก 3 – 4 ขวบ) ไปใช้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กับประชากร จำนวน 25 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 เป็นเวลา 5 สัปดาห์ จำนวน 15 คาบ คาบละ 20 นาที ผู้ศึกษาดำเนินการทดลองตามรูปแบบการทดลองโดยใช้กลุ่มเดียว One group Pretest – Posttest Design เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบฝึกเสริมประสบการณ์การประกอบอาหารเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย (เด็กเล็ก 3 – 4 ขวบ) จำนวน 5 เล่ม แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบฝึกเสริมประสบการณ์การประกอบอาหารเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย (เด็กเล็ก 3 – 4 ขวบ) จำนวน 15 แผน และแบบทดสอบวัดความสามารถทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จำนวน 15 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

สรุปผลการศึกษา
   1. แบบฝึกเสริมประสบการณ์การประกอบอาหรเพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ สำหรับเด็กปฐมวัย (เด็กเล็ก 3 – 4 ขวบ) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 96.92/95.20
   2. ผู้เรียนมีคะแนนทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ โดยรวมและรายด้านทั้ง 3 ด้าน คือ การสังเกต การเปรียบเทียบ และการจำแนกสูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #303: 12 ก.พ. 20, 22:16 น


ชื่อเรื่องผลการพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโดยใช้กิจกรรมชุดฝึกลีลามือ
บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบรายกรณี   ซึ่งกรณีศึกษาเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา  อายุ  11   ปี  มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโดยใช้กิจกรรมชุดฝึกลีลามือ
ผู้ศึกษาได้ศึกษากิจกรรมชุดฝึกลีลามือ      เพื่อนำไปใช้ในการฝึกพัฒนาทางด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จำนวน    10    ชุดกิจกรรม    ทำการทดลองของทุกวันจันทร์และวันอังคาร  จำนวน   5   สัปดาห์    และทำการประเมินความสามารถหลังจากใช้กิจกรรมชุดฝึกลีลามือ
ผลการศึกษาพบว่า     กรณีศึกษาการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาโดยใช้กิจกรรมชุดฝึกลีลามือ    จะเห็นได้ว่ากรณีศึกษามีพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กดีขึ้น    สามารถเป็นพื้นฐานในด้านการเขียนต่อไป

ผู้วิจัย นางสาวชมพู  ภูสีนวน
ตำแหน่ง ครู ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดพิจิตร

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #304: 14 ก.พ. 20, 19:53 น

ชื่อเรื่อง        การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ CIPPA 
                กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก 
                ชั้นประถมศึกษาปีที่  3 
ผู้วิจัย      นางอรุณรัตน์  นาคราช
ปีที่วิจัย     ปีการศึกษา  2561

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ  1)  พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ  CIPPA  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80  2)  ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ  CIPPA  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  3)  เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ  CIPPA  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน  และ  4)  ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ  CIPPA  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย  คือ  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  3  โรงเรียนเทศบาลวัดแก่งคอย  สังกัดเทศบาลเมืองแก่งคอย  อำเภอแก่งคอย  จังหวัดสระบุรี  ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา  2561  จำนวน  22  คน  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ประกอบด้วย  1)  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก ชั้นประถมศึกษา
ปีที่  3  จำนวน  7  ชุด  2)  แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ  CIPPA  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  จำนวน  21  แผน  3)  แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  แบบเลือกตอบชนิด  4  ตัวเลือก  จำนวน  30  ข้อ  ค่าความยากง่าย  (p)  ตั้งแต่  0.30 - 0.70  ค่าอำนาจจำแนก  (B)  ตั้งแต่  0.29 - 0.75  และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.90  และ  4)  แบบวัดความพึงพอใจ  จำนวน  20  ข้อ  มีอำนาจจำแนกรายข้อ  ตั้งแต่  0.29 - 0.76  และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ  0.92  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และทดสอบด้วย  t-test  (Dependent  Sample)
    ผลการวิจัยพบว่า
            1.   ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ  CIPPA  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีประสิทธิภาพ  (E1/E2)  เท่ากับ  84.09/83.64  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์  80/80  ที่ตั้งไว้
            2.   ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ  CIPPA  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีค่าเท่ากับ  0.7798  ซึ่งแสดงว่า  นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนคิดเป็นร้อยละ  77.98
            3.   นักเรียนที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ  CIPPA  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ  .05
            4.   นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ  CIPPA  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  เรื่อง  การเขียนสะกดคำยาก  ชั้นประถมศึกษาปีที่  3  โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #305: 18 ก.พ. 20, 09:58 น

ชื่อเรื่อง     การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ   เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย         นางนันทธิดา  แก้วสมศรี
ปีที่วิจัย     2562 
                               
บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3        ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  75/75 หาดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์               ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้  โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พร้อมทั้งศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
   กลุ่มตัวอย่าง   ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1  โรงเรียนร่มโพธิ์วิทยา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562  จำนวน 28 คน ได้มาด้วยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลได้แก่  แผนการจัดการเรียนรู้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4  ตัวเลือก จำนวน  40  ข้อ ซึ่งมีความยากง่ายตั้งแต่  0.29-0.79  มีอำนาจจำแนกตั้งแต่  0.20-0.69  และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ  0.629  โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่ ร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่าที ( t-test )
    ผลการวิจัย  พบว่า
      1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.95/84.91  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 75/75
      2. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.76 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 76
      3. นักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับแบบฝึกทักษะ เรื่อง พื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
      4. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค KWDL ร่วมกับ แบบฝึกทักษะ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3             โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก   


































Tags:
Guest
กฤษณา ศรีแก้ว
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #306: 24 ก.พ. 20, 15:20 น

                   ผลการจัดกิจกรรม“เล่นเกมสนุกคิดกับคณิตแบบ  TGT”
                     เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
                     ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองปลวก  

                                        บทคัดย่อ
   การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมาย 1)  เพื่อศึกษาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นปฐมวัย อายุ 2 – 3 ปี จากการจัดกิจกรรม “เล่นเกมสนุกคิดกับคณิตแบบ  TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  2)  เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรม “เล่นเกมสนุกคิดกับคณิตแบบ  TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กชาย – หญิง ที่มีอายุ 2 - 3  ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้นเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองปลวก  องค์การบริหาร  ส่วนตำบลบ่อทอง  อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี  จำนวน  20  คน ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2561 ให้ได้รับการจัดประสบการณ์แบบการจัดกิจกรรม “เล่นเกมสนุกคิดกับคณิตแบบ  TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) กิจกรรม “เล่นเกมสนุกคิดกับคณิตแบบ  TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  2) แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรม “เล่นเกมสนุกคิดกับคณิตแบบ  TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  3) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เชิงปฏิบัติการ  ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า

   1. ระดับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองปลวก หลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรม“เล่นเกมสนุกคิดกับคณิตแบบ TGT”  เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เฉลี่ยโดยรวม มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี   โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 14.40 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านมีระดับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ใน ระดับดี คือ ด้านการจำแนกเปรียบเทียบ  การจัดหมวดหมู่  การเรียงลำดับ  การวัด การนับและรู้ค่าจำนวน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  2.70, 2.70, 3.00, 3.00, 3.00  ตามลำดับ

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #307: 25 ก.พ. 20, 22:29 น

ชื่อเรื่อง   การประเมินโครงการอาหารกลางวัน โรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ปีการศึกษา 2561
ผู้ศึกษา   ปริญญา จันทะคาม
สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง  อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม
ปีที่ศึกษา   2561
   

บทคัดย่อ

การประเมินโครงการอาหารกลางวัน โรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ปีการศึกษา 2561  โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือเพื่อประเมินโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ปีการศึกษา 2561 ด้านบริบท (Context Evaluation)
ด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation)  ด้านกระบวนการ (Process Evaluation)  ด้านผลผลิต (Product Evaluation)     จากการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นจากประชากร  คือ คณะกรรมการสถานศึกษา (ไม่รวมผู้บริหารและผู้แทนครูในคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน)  ผู้บริหารและคณะครู  นักเรียน  และผู้ปกครองนักเรียน  รวมทั้งสิ้น 99 คน  ใช้ระยะเวลาตั้งแต่  1 พฤษภาคม พ.ศ.2561 – 31 มีนาคม  พ.ศ.2562  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  การวิเคราะห์เนื้อหาตามประเด็นที่ศึกษา  ผลการวิจัยพบว่า 
   ในภาพรวมผลการประเมินโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.37 , σ = 0.58) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การดำเนินงานด้านกระบวนการและด้านผลผลิตของโครงการมี ความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านปัจจัยนำเข้าและด้านบริบท มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยแยกผลสรุปรายด้านได้ดังนี้
   ผลการประเมินด้านบริบท (Context  Evaluation) ของโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.08 , σ = 0.70) 
   ผลการประเมินด้านปัจจัยนำเข้า (Input  Evaluation) ของโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.42 , σ = 0.58)
   ผลการประเมินด้านกระบวนการ (Process  Evaluation) ของโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.52 , σ = 0.55)
   ผลการประเมินด้านผลผลิต (Product  Evaluation) ของโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.51 , σ = 0.56)

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #308: 25 ก.พ. 20, 22:31 น

ชื่อเรื่อง   การประเมินโครงการอาหารกลางวัน โรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ปีการศึกษา 2561
ผู้ศึกษา   ปริญญา จันทะคาม
สถานศึกษา   โรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง  อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม
ปีที่ศึกษา   2561
   

บทคัดย่อ

การประเมินโครงการอาหารกลางวัน โรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ปีการศึกษา 2561  โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย คือเพื่อประเมินโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามหาสารคาม เขต 1 ปีการศึกษา 2561 ด้านบริบท (Context Evaluation)
ด้านปัจจัยนำเข้า (Input Evaluation)  ด้านกระบวนการ (Process Evaluation)  ด้านผลผลิต (Product Evaluation)     จากการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามความคิดเห็นจากประชากร  คือ คณะกรรมการสถานศึกษา (ไม่รวมผู้บริหารและผู้แทนครูในคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน)  ผู้บริหารและคณะครู  นักเรียน  และผู้ปกครองนักเรียน  รวมทั้งสิ้น 99 คน  ใช้ระยะเวลาตั้งแต่  1 พฤษภาคม พ.ศ.2561 – 31 มีนาคม  พ.ศ.2562  การวิเคราะห์ข้อมูลใช้  ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย  การวิเคราะห์เนื้อหาตามประเด็นที่ศึกษา  ผลการวิจัยพบว่า 
   ในภาพรวมผลการประเมินโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม  มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.37 , σ = 0.58) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า การดำเนินงานด้านกระบวนการและด้านผลผลิตของโครงการมี ความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ส่วนด้านปัจจัยนำเข้าและด้านบริบท มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก โดยแยกผลสรุปรายด้านได้ดังนี้
   ผลการประเมินด้านบริบท (Context  Evaluation) ของโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.08 , σ = 0.70) 
   ผลการประเมินด้านปัจจัยนำเข้า (Input  Evaluation) ของโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.42 , σ = 0.58)
   ผลการประเมินด้านกระบวนการ (Process  Evaluation) ของโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.52 , σ = 0.55)
   ผลการประเมินด้านผลผลิต (Product  Evaluation) ของโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนบ้านหนองบัวโนนสว่าง อำเภอบรบือ  จังหวัดมหาสารคาม มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.51 , σ = 0.56)

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #309: 8 มี.ค. 20, 12:30 น

ชื่อเรื่อง      การพัฒนาบทเรียนเครือข่ายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบวัฏจักร
สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  (5Es) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้น
เกี่ยวกับจำนวนจริง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 
ผู้วิจัย      นางสาวคมคาย  จันทจร
สังกัด      โรงเรียนภูดินแดงวิทยา
ปีที่พิมพ์   2563

บทคัดย่อ
   การวิจัยเรื่องการพัฒนาบทเรียนเครือข่ายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามรูปแบบวัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น  (5Es) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ
จำนวนจริง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนเครือข่ายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบวัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es)  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75
2) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลบทเรียนเครือข่ายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบวัฏจักร
สืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์จากการเรียนระหว่างก่อนและหลังการใช้บทเรียน
เครือข่ายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบวัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อบทเรียนเครือข่ายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบวัฏจักรสืบเสาะ
หาความรู้ 5 ขั้น (5Es)  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562  โรงเรียนภูดินแดงวิทยา  อำเภอวานรนิวาส  จังหวัดสกลนคร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร  จำนวน 33  คน จากห้องเรียน 1 ห้อง  ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม(Cluster  Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทำวิจัยครั้งนี้ได้แก่ 1) บทเรียนเครือข่ายเรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยในการประเมิน 4.52   2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบวัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) 12 แผน
ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด  โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.56 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง จำนวน 30 ข้อ มีค่าความยาก (P) ตั้งแต่ 0.50 – 0.80 และค่าอำนาจจำแนก ตั้งแต่ 0.27 – 0.67 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.91
4) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนต่อบทเรียนเครือข่ายเรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง จำนวน 20 ข้อ  มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.26 – 0.89  มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ t-test (Dependents Sample)
   ผลการวิจัยพบว่า
1.   บทเรียนเครือข่ายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบวัฏจักรสืบเสาะหาความรู้
5 ขั้น (5Es)  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง  ชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 2 ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 80.02/78.89  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้
2.   ดัชนีประสิทธิผลบทเรียนเครือข่ายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบ
วัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์  เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  เท่ากับ 0.5228 แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้น 0.5228  หรือคิดเป็นร้อยละ  52.28
3.   คะแนนเฉลี่ยจากการใช้บทเรียนเครือข่ายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรูปแบบ
วัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง เมื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4.   ความพึงพอใจของผู้เรียนต่อบทเรียนเครือข่ายประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ตามรูปแบบวัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es)  กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจำนวนจริง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.40 ซึ่งเห็นว่ามีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
วรวัชร ธรรมวงศ์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #310: 8 มี.ค. 20, 12:35 น

ชื่อเรื่อง   รายงานการพัฒนาครูผู้สอนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนว
   สะเต็มศึกษา เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
ผู้ศึกษา   วรวัช  ธรรมวงศ์  ตำแหน่ง ศึกษานิเทศก์ ชำนาญการ สำนักงานเขตพื้นที่
   การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2
ปีการศึกษา   2562

บทคัดย่อ
   การรายงานการพัฒนาครูผู้สอนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ตามแนวสะเต็มศึกษา เพื่อส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาครูระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาครูระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ในการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา              3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูในโรงเรียนขยายโอกาสระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ครูผู้สอนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในโรงเรียนขยายโอกาส                   ที่อยู่ในเขตรับผิดชอบในเครือข่ายสถานศึกษาอำเภอเถิน จำนวน 6 โรงเรียน ที่เต็มใจและสมัครใจเข้าร่วมในการศึกษาครั้งนี้ จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย แบบสังเกต จำนวน 3 ฉบับ แบบสัมภาษณ์ จำนวน 3 ฉบับ แบบประเมินการสอนของครูจำนวน 1 ฉบับ และแบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 1 ฉบับ
   ผลการศึกษาพบว่า
      1.    ผลการพัฒนาครูระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ให้มีความสามารถในการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา คือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา โดยใช้การอบรมเชิงปฏิบัติการ และการนิเทศการสอน โดยการสังเกตการณ์สอนในชั้นเรียน
      2.   ผลการพัฒนาความสามารถด้านการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษาของครูระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาส ในวงรอบที่ 1 ในการอบรมเกี่ยวกับการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา และการเขียนแผนการจัด การเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา ผู้ศึกษามีความเห็นว่า ครูกลุ่มเป้าหมายมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา ในระดับดี ได้แนวทางในการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา เพื่อนาไปใช้ในการเรียนการสอนกับนักเรียนได้จริง แต่การเขียนแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา พบว่า ครูกลุ่มเป้าหมายสามารถเขียนแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษาได้อยู่ในระดับปรับปรุง        ซึ่งดำเนินการได้ดีพอใช้ สามารถดำเนินการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษาได้ตามขั้นตอน โดยมีการกำหนดชื่อเรื่อง การศึกษาจุดประสงค์ วิชาหลักและวิชารองที่จะนำมาบูรณาการการตามแนวสะเต็มศึกษาเพื่อกำหนดเนื้อหาย่อย ซึ่งดำเนินการได้ดี มีการกระตุ้น                 ให้นักเรียนมีความ กระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างทั่วถึง มีการจัดกระบวนการเรียนรู้           ตามลำดับจากง่ายไปหายาก มีการประเมินความก้าวหน้าของนักเรียนตามสภาพจริง แต่ครูกลุ่มเป้าหมายทั้ง 6 คน ประสบปัญหา ในขั้นตอนการวางแผนการจัดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งมีกิจกรรมการเรียนรู้ไม่หลากหลาย การเชื่อมโยงเนื้อหาวิชาสัมพันธ์กันไม่ชัดเจน การใช้สื่อการเรียนรู้            ไม่สอดคล้องกับกิจกรรม และสื่อไม่พอเพียง ทำให้การดำเนินกระบวนการเรียนการสอนสะดุด                    เป็นระยะ จึงได้ดำเนินการพัฒนาต่อไปในรอบที่ 2 โดยใช้กลยุทธ์ 2 กลยุทธ์ คือ ครูกลุ่มเป้าหมายได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมจากากรศึกษาค้นคว้า จากตำรา เอกสารเกี่ยวกับการเขียนแผนการ                  จัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา การแลกเปลี่ยนและการนิเทศโดย              การสังเกตการณ์สอนในชั้นเรียน แต่เน้นประเด็นที่เป็นปัญหา ส่งผลให้ครูกลุ่มเป้าหมายมีความรู้   ความเข้าใจในการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษามากขึ้น สามารถเขียนแผนการเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา ได้ในระดับ ดี มีการปรับปรุง การจัดกระบวน  การเรียนรู้แบบบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษาดีขึ้น มีการกำหนดจุดมุ่งหมายในการบูรณาการตามแนวสะเต็มศึกษา มีการกระตุ้นให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างทั่วถึง              มีการจัดกระบวนการเรียนรู้ตามลำดับจากง่ายไปหายาก มีการประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน   ตามสภาพจริงและเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ประเมินตนเอง และปรับปรุงตนเองอยู่เสมอ                       ครูกลุ่มเป้าหมายได้พัฒนาและปรับปรุงการจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้หลากหลายและเหมาะสม         กับผู้เรียน บูรณาการเชื่อมโยงเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาเทคโนโลยี และวิศวกรรมเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี การใช้สื่อการเรียนรู้สอดคล้องกับกิจกรรมและมีสื่อพอเพียงในการเรียน       การสอน ทำให้จัดกระบวนการเรียนการสอนดำเนินไปด้วยความราบรื่น ส่งผลต่อคุณภาพของผู้เรียน
      จากการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ของนักเรียน มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง สังเกตเห็นว่า นักเรียนมีความสุขในการเรียน มีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรม นักเรียนได้เรียนรู้จาก       การคิด และปฏิบัติจริง เรียนรู้จากกลุ่มและเพื่อน และเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวม
      3.   ความพึงพอใจของครูในโรงเรียนขยายโอกาสระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาลำปาง เขต 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ         ตามแนวสะเต็มศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด คิดเป็นค่าเฉลี่ย 4.72 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.42

Tags:
Guest
บทคัดย่อ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #311: 12 มี.ค. 20, 20:42 น

ชื่อเรื่องวิจัย   การพัฒนารูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพ
                     การศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ
ผู้วิจัย      นางกัญญา มีนายน
ปีที่วิจัย      ปีการศึกษา 2561
บทคัดย่อ
               การวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ เป็นงานวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย คือ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลพื้นฐานของความต้องการการพัฒนารูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ        3) เพื่อศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ และ 4) เพื่อสังเคราะห์และประเมินรูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย ที่ใช้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา (ผู้อำนวยการ/รองผู้อำนวยการ) จำนวน 2 คน ครูผู้สอน จำนวน 39 คน นักเรียนจำนวน 591 คน ผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 207 คน  ใช้ระยะเวลา การดำเนินการวิจัยในภาคเรียนที่ 1-2 ปีการศึกษา 2561 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในขั้นตอนที่ 3 ได้แก่  1) รูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ 2) แบบประเมินประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนในโรงเรียน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4) แบบประเมินประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียน และ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากประชากรและกลุ่มตัวอย่างการวิจัยและนำข้อมูลมาวิเคราะห์ผลโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์โดยใช้สถิติ   , S.D.
   ผลการวิจัยพบว่า
1. รูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ มีความถูกต้อง เหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดทำรูปแบบในทุกด้าน
          2. ผลการพัฒนารูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ พบว่า
    2.1 ผลการตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม สอดคล้องของร่างรูปแบบการดำเนินโครงการ
TFED จากผู้ประเมินจำนวน 5 คน พบว่า โดยรวมมีผลการประเมินความเหมาะสม อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.64 และทุกข้อคำถามขององค์ประกอบของคำถามมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด
มีค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.40 – 4.80
    2.2 การวิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ทุกข้อมีความสอดคล้องมากกว่า + 0.5 มีค่า
ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.96 และพิจารณาเป็นรายข้อมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 0.80 - 1.00
   3. ผลการศึกษาผลการทดลองใช้รูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษา          เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ พบว่า
               3.1 การนำรูปแบบการดำเนินโครงการไปปฏิบัติจริง ตามรูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) มีประสิทธิภาพโดยรวม
ในระดับดีมาก
               3.2 ครูผู้สอนมีประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ โดยรวมในระดับดี
               3.3 นักเรียนมีประสิทธิภาพการเรียนรู้ โดยรวมในระดับดี
               3.4 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในทุกระดับชั้น โดยรวมทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้มีนักเรียนร้อยละ 53.19 ที่ได้ระดับผลการเรียนระดับ ดี (3) หรือร้อยละ 70 ขึ้นไป และผลการสอบ O-NET ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 คือ ภาษาไทย ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 56.27 คณิตศาสตร์ ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 33.30 วิทยาศาสตร์ ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 36.58 และภาษาอังกฤษ ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 34.10
           4. ผลการสังเคราะห์และประเมินรูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษา           เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ จำแนกเป็น
               4.1 ผลการสังเคราะห์และประเมินผลรูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ โดยรวมในระดับดี
               4.2 ความพึงพอใจของบุคลากรในชุมชนที่มีต่อรูปแบบการดำเนินโครงการรวมพลังพัฒนาการศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนเทศบาล 2 (วัดใน) จังหวัดสมุทรปราการ อยู่ในระดับมีความพึงพอใจมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #312: 13 มี.ค. 20, 03:13 น

ชื่อวิจัย ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2
ผู้ศึกษา นางสุจิวัลย์ สุนยานัย
ปีการศึกษา 2562
บทคัดย่อ
รายงานการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 (2) เปรียบเทียบพัฒนาการทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 และ (3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2/4 โรงเรียนเทศบาล ๔ มหาราช กองการศึกษา เทศบาลเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ ที่กำลังเรียนในปีการศึกษา 2562 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 14 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่างเป็นแบบสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย (1) ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 5 เล่ม คือ เล่มที่ 1 เรื่อง การสังเกต เล่มที่ 2 เรื่อง การจำแนกประเภท เล่มที่ 3 เรื่อง การเปรียบเทียบ เล่มที่ 4 เรื่อง รูปเรขาคณิต และเล่มที่ 5 เรื่อง การนับ 1 – 10 (2) คู่มือการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 (3) แบบทดสอบวัดพัฒนาการทางการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 20 ข้อ และ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 จำนวน 10 ข้อ ผลการศึกษาพบว่า
1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.29/87.50 ซึ่งค่าประสิทธิภาพที่ได้มีค่าสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความพร้อมทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 ในภาพรวมมีความพึงพอใจระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.79

Tags:
Guest
กฤษณา ศรีแก้ว
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #313: 13 มี.ค. 20, 17:33 น

ชื่อเรื่อง   รายงานผลการจัดกิจกรรม“เล่นเกมคณิตคิดสนุกแบบ TGT”
                เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย
                ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองปลวก 
ผู้วิจัย      นางกฤษณา  ศรีแก้ว
ตำแหน่ง   ครู  วิทยฐานะชำนาญการ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองปลวก
                องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อทอง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี 
ปีการศึกษา   2561

บทคัดย่อ
   การวิจัยครั้งนี้ มีจุดมุ่งหมาย 1)  เพื่อศึกษาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ชั้นปฐมวัย อายุ 2 – 3 ปี จากการจัดกิจกรรม “เล่นเกมคณิตคิดสนุกแบบ TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  2)  เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรม “เล่นเกมคณิตคิดสนุกแบบ TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กชาย – หญิง ที่มีอายุ 2 - 3  ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้นเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองปลวก  องค์การบริหาร  ส่วนตำบลบ่อทอง  อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี  จำนวน  20  คน ภาคเรียนที่ 2  ปีการศึกษา 2561 ให้ได้รับการจัดประสบการณ์แบบการจัดกิจกรรม “เล่นเกมคณิตคิดสนุกแบบ TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) กิจกรรม “เล่นเกมคณิตคิดสนุกแบบ TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  2) แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรม “เล่นเกมคณิตคิดสนุกแบบ TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  3) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เชิงปฏิบัติการ  ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า
   เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองปลวกที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดกิจกรรม“เล่นเกมคณิตคิดสนุกแบบ TGT” เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์  ดังนี้
   1. ระดับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองปลวก หลังจากที่ได้รับการจัดกิจกรรม“เล่นเกมคณิตคิดสนุกแบบ TGT”  เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์เฉลี่ยโดยรวม มีทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ในระดับดี   โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 14.40 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านมีระดับทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์อยู่ใน ระดับดี คือ ด้านการจำแนกเปรียบเทียบ  การจัดหมวดหมู่  การเรียงลำดับ  การวัด การนับและรู้ค่าจำนวน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  2.70, 2.70, 3.00, 3.00, 3.00  ตามลำดับ

Tags:
Guest
บุปผา สนิทนอก
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #314: 18 มี.ค. 20, 08:50 น

ชื่อเรื่อง     :   รายงานผลการจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์”
                   ตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย 
                   เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกระบวนการวิทยาศาสตร์
                   ของเด็กปฐมวัยชั้นเด็กเล็ก 2 - 3 ปี
ผู้รายงาน   :   นางสาวบุปผา   สนิทนอก
                   ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะรุม                  
                   อำเภอโคกสำโรง  จังหวัดลพบุรี 
ปีที่ศึกษา    :  2661
 

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นเด็กเล็ก 2 – 3 ปี  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะรุม  ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์” ตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกระบวนการวิทยาศาสตร์  2)  เพื่อเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยชั้นเด็กเล็ก 2 – 3 ปี  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะรุม  ก่อนและหลังการจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์”ตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย  เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกระบวนการวิทยาศาสตร์ 
   กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาเป็นเด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ของชั้นเด็กเล็ก 2 – 3 ปี          ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะรุม  อำเภอโคกสำโรง  จังหวัดลพบุรี ภาคเรียนที่  2  ปีการศึกษา 2561 จำนวน  21 คน ซึ่งได้มาโดยเป็นกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจงตามความมุ่งหมาย (purposive sampling) ให้ได้รับการจัดประสบการณ์การจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์” ตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย  เพื่อส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์  ในกิจกรรม      เสริมประสบการณ์
             เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาทดลอง ได้แก่ 1) กิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์” ตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกระบวนการวิทยาศาสตร์ มีทั้งหมด  12  กิจกรรม  2) แผนการจัดประสบการณ์การจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์” ตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกระบวนการวิทยาศาสตร์  จำนวน 12  หน่วย  รวม  60  แผน  3) แบบประเมินทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เชิงปฏิบัติการ ที่ผู้รายงานสร้างขึ้นเป็นการประเมินโดยใช้สถานการณ์จริง จำนวน  10  สถานการณ์  โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน ดังนี้  ด้านทักษะการสังเกต  ด้านทักษะการจำแนก  ด้านทักษะการสื่อความหมาย ด้านทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล  และด้านทักษะการพยากรณ์  ด้านละ 2 สถานการณ์  สถิติที่ใช้ในการในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ  ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบค่าที (t – test  Dependent)
   ผลการศึกษา พบว่า                   
   1.  เด็กปฐมวัยชั้นเด็กเล็ก 2 – 3 ปี  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะรุม  หลังได้รับการจัดประสบการณ์ การจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์”ตามแนวคิดแบบเด็กนักวิจัย เพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีค่าเฉลี่ยหลังทดลองเท่ากับ 26.57  ซึ่งสูงกว่าก่อนทดลอง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.86  แสดงให้เห็นว่าหลังการจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์” ตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกระบวนการวิทยาศาสตร์  ชั้นเด็กเล็ก 2 – 3 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะรุม  มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์” ตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกระบวนการวิทยาศาสตร์  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
       2.  เด็กปฐมวัยชั้นเด็กเล็ก 2 – 3 ปี   ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กองค์การบริหารส่วนตำบลดงมะรุม  หลังได้รับการจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์” ตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกระบวนการวิทยาศาสตร์  มีทักษะพื้นฐานกระบวนการทางวิทยาศาสตร์    รายด้าน  ได้แก่  ด้านทักษะการสังเกต หลังการทดลอง มีค่าเฉลี่ย 5.14 ด้านทักษะการจำแนก มีค่าเฉลี่ย  5.48  ด้านทักษะการสื่อความหมาย มีค่าเฉลี่ย  5.05  ด้านทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล  มีค่าเฉลี่ย 5.24 และด้านทักษะการพยากรณ์  มีค่าเฉลี่ย  5.38  สูงกว่าก่อนการทดลอง คือด้านทักษะการสังเกต  มีค่าเฉลี่ย  1.33  ด้านทักษะการจำแนก มีค่าเฉลี่ย 1.48  ด้านทักษะการสื่อความหมาย     มีค่าเฉลี่ย 1.54  ด้านทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล  มีค่าเฉลี่ย 1.52 และด้านทักษะการพยากรณ์    มีค่าเฉลี่ย 1.81 แสดงให้เห็นว่า  หลังการจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์” ตามแนวการจัดกิจกรรม    การเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกระบวนการวิทยาศาสตร์  ในแต่ละด้าน สูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม “หนูน้อยนักวิทย์” ตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเด็กนักวิจัย เพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกระบวนการวิทยาศาสตร์ 

Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้