หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: โรงเรียนของหนู ตอนที่ 7 (ตอนอวกาศและมนุษย์ต่างดาว)  (อ่าน 1389 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 15:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

โรงเรียนของหนู ตอนที่ 7 (ตอนอวกาศและมนุษย์ต่างดาว)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องการค้นพบ "เอเลี่ยนสาว" กับ "ยานอวกาศใหญ่ยักษ์" บนดวงจันทร์นี่เท็จจริงเป็นยังไงใครพอจะทราบบ้าง?

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

EBE โมนาลิซ่า ที่ดวงจันทร์ หลักฐานการพบยานอวกาศ “มนุษย์ต่างดาว” บนดวงจันทร์

ข่าวสำคัญที่อยากจะบอก เกี่ยวกับยานลำนี้ ซึ่งอยู่บนดวงจันทร์มาแล้วหลายปี ตัวยานมีความยาวสองไมล์ ความสูงมากกว่าหอไอเฟล (Eiffel Tower) ข้างในมีโหลแก้วบรรจุตัวอ่อนมนุษย์ต่างดาว ขนาด 10 เซนติเมตร จำนวนมาก แต่ถูกทำลายไปไม่เป็นตัว ที่ชัดเจน คือ ตัวยานเก่ามากแล้ว มีอักขระบนกระดาษ เป็นอักษรหางยาว ๆ มีศพผู้หญิงคล้ายคนจีน ที่สวยจนเรียกว่า “โมนาลิซ่า” (Mona Lisa) ไม่เน่าเบื่อย เมื่อนำศพกลับขึ้นยานลูก ก็เอาแท่งที่ตรึงหน้าศพออก และนี่เป็นภารกิจร่วมของนักบินอวกาศอเมริกัน และ รัสเซีย เป็นภารกิจเพื่อการสำรวจในยานนี้โดยเฉพาะ ป่านนี้คงวิเคราะห์ ดีเอ็นเอ – DNA หญิงคนนี้ได้แล้ว

รัฐบาลนั้นยังปิดบังโกหกต่อสาธารณชนอย่างมากในเรื่องพวกนี้ เช่น ความจริงที่ว่าบนดวงจันทร์มีต้นไม้ และพืชเติบโตที่นั่น สามารถเปลี่ยนสีได้ตามฤดูกาล และมีก้อนเมฆด้วย ซึ่งเป็นด้านมืดของดวงจันทร์ และสามารถเดินได้บนดวงจันทร์โดยมีแรงโน้มถ่วงเช่นเดียวกับโลก

อังเดร ฟิงเกลสทีน (Andrei Finkelstein) นักดาราศาสตร์ชื่อดัง ซึ่งทำงานให้กับรัฐบาลรัสเซีย ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเอง เมื่อ 27 มิถุนายน 2553 ว่า ในจักรวาลยังมีสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ อยู่ พร้อมระบุว่า มนุษยชาติจะได้เผชิญหน้ากับผู้มาเยือนจากนอกโลกอย่างแน่นอน ภายในระยะเวลา 20 ปีนับจากนี้…

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้อมูลจากนักดาราศาสตร์ชั้นนำของรัสเซียระบุว่า มนุษยชาติจะได้เผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวอย่างแน่นอนภายในปี ค.ศ. 2031 หรืออีก 20 ปีนับจากนี้ โดย อังเดร ฟิงเกลสทีน เปิดเผยเรื่องดังกล่าวระหว่างที่เขาเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดการประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่อง “การค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกโลก” โดยเขาได้ย้ำกับที่ประชุมว่า “นอกจากโลกของเราแล้ว ในจักรวาลยังมีดาวอีกหลายดวงที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต และมีความเป็นไปได้อย่างมากที่มนุษย์ต่างดาวจะมีรูปร่างคล้ายคลึงกับมนุษย์ คือ มี 2 แขน, 2 ขา และ 1 ศีรษะ”

การเปิดเผยล่าสุดของนักวิทยาศาสตร์ชื่อดังของรัสเซียรายนี้ เป็นการตอกย้ำกระแสความเชื่อเรื่องสิ่งมีชีวิตนอกโลกให้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ วารสารทางวิชาการ “The Journal of Cosmology” ได้ตีพิมพ์บทความที่อ้างว่า มีการค้นพบซากไมโครฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตนอกโลกปะปนมากับอุกกาบาตที่ตกลงสู่พื้นโลกมาแล้วเช่นกัน

เชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริงที่ถูกค้นพบในโครงการอพอลโล่ ในองค์กร NASA ของสหรัฐอเมริกา แต่ถูกปิดข่าวมาโดยตลอด ด้วยความร่วมมือจากสหภาพโซเวียสด้วย ส่วนจะจริงเท็จยังไงนั้นคงยากที่จะพิสูจน์ยืนยันอย่างแจ้งชัด แต่ถ้าเป็นความจริงก็ต้องบอกว่า เรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นหลักฐานสำคัญในการค้นพบสิ่งที่เรียกกันว่า EBE (Extraterrestrial Biological Entities) อย่างชัดแจ้งที่สุดเท่าที่เคยมีมา ซึ่งจะเป็นการยืนยันการมีอยู่จริงของสิ่งมีชีวิตต่างดาว ที่มีภูมิปัญญา ไม่ใช่มีเพียงลำพังพวกเราชาวมนุษย์โลกในระบบสุริยะจักรวาลนี้เท่านั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องของ EBE นี้ถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่งในแวดวง UFO โดยอาจแปลได้ว่าเป็น สิ่งมีชีวิตทางชีววิทยาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีภูมิปัญญาสูง ดังนั้นการค้นพบหลักฐานของ EBE จึงถือได้ว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อยสำหรับผู้ที่ให้ความสนใจในเรื่องเกี่ยวกับ UFO ดังกล่าว โดยเหตุการณ์การค้นพบ EBE ครั้งแรกนี้ เกิดขึ้นในราวๆ ยุค 70 ซึ่งเป็นช่วงที่ NASA ยังดำเนินภารกิจในโครงการอะพอลโล่อยู่ โดยจะอยู่ประมาณอพอลโล่ 15-20 ซึ่งได้มีการเก็บเรื่องเงียบไว้ กระทั่งถูกนำมาเปิดเผยอีกครั้ง เมื่อราวๆ เดือนสิงหาคม ปี ค.ศ.2008 นี้เอง

จากการสำรวจครั้งนั้นพบ ยานอวกาศขนาดยักษ์จอดอยู่ในหลุมเครเตอร์ ลักษณะเป็นทรงซิการ์ ส่วนขนาดนั้นเรียกได้ว่ามหึมาเลยทีเดียว มีการประมาณการกันว่าความสูงของเจ้ายานนี้วัดจากใต้ท้องเรือถึงส่วนบนนั้นมี ความยาวประมาณ 500 เมตรนั้น และยาวกว่า 3,300 เมตร หรือ 3 กิโลกว่าๆ !! เลยทีเดียว โดยจากภายนอกนั้นสามารถมองเห็นสะพานเรือ หรือห้องบังคับการที่อยู่ด้านบนได้อย่างชัดเจนเลยหรือลองดูจากรูปก็ได้ครับ น่าสนใจดีทีเดียว หลังจากการประมาณอายุของมันแล้ว นับได้กว่า 1.5 ล้านปีแน่ะครับ อะไรจะเก่าแก่ขนาดนั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ภาพถ่ายจากอพอลโล 15 ที่มีการค้นพบยานอวกาศ


ภาพจากอพอลโล 16 จะเห็นรายละเอียดชัดเจนขึ้นมานิดนึง


ล่าสุดจากอพอลโล 20 จะเห็นรายละเอียดชัดเจนทีเดียว




ขนาดของมันสูงกว่าครึ่งกิโลเมตร และอาจจะยาวกว่า 3.37 กิโลเมตรก็ได้ เห็นเป็นวัตถุที่ มีรายละเอียดมีความสมดุล และมีการออกแบบ แตกต่างจากสิ่งแวดล้อมและพื้นผิวที่อยู่รอบตัวมากทีเดียว

CR : http://www.ufo.in.th/2014/07/ebe.html

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องราวของการกู้ซาก EBE หญิง (ตอนที่ 1)

Rutledge ให้การว่าพวกเขา (กับนักบินอวกาศ, Lexei Leonov ) ลงจอดด้วยยาน
Lunar Module (ของรัสเซีย) ใกล้เรืออวกาศต่างดาว และเข้าไปสำรวจมันจริงๆ

แน่นอนว่ามีบางอย่างถูกค้นพบและกู้ออกมาหลายชิ้น รวมทั้งพบสองคนที่เป็นนักบินในนั้นด้วย
"หนึ่งในนั้นสภาพดีและปรากฏเป็นหญิง ตัวที่สองนั้นเสียหายเสี่อมสภาพไปมาก
และเราดึงมาได้เพียงศีรษะเท่านั้น หญิงที่เราพบนั้นเราขนานนามให้เขาว่า "Mona Lisa "

"เราเข้าไปข้างในยานอวกาศขนาดใหญ่ เข้าไปส่วนที่เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม
ที่เป็นส่วนสำคัญของการสำรวจ มันเป็นเรือแม่ที่ดูเก่ามาก
ราวกับข้ามจักรวาลแล้วมาไม่น้อยกว่าพันล้านปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว
ในนั้นมีสัญญาณหลายเกี่ยวข้องกับทางชีววิทยา ภายในนั้นยังคงเดิม
มีพืชอยู่ในส่วนของมอเตอร์ด้วย มีหินรูปสามเหลี่ยมพิเศษ ที่ปล่อยของเหลวคล้ายน้ำตา
เป็นของเหลวสีเหลืองที่มีคุณสมบัติพิเศษทางการแพทย์บางอย่าง

และแน่นอนว่ามีสัตว์ที่มีเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดพิเศษประกอบอยู่ด้วย
เราพบชิ้นส่วนของมันยาวราว 10 เซนติเมตร อยู่ในระบบของหลอดแก้วตลอดทั้งเรือ
แต่การค้นพบที่สำคัญก็คือ "ร่างทั้งสองนี้" มีความสำคัญเป็นที่สุด

เรื่องราวของการกู้ซาก EBE หญิง (ตอนที่ 2)

Mona lisa
ผมจำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ตั้งชื่อสาวคนนี้ Leonov หรือฉัน
เธอเป็น EBE Humanoid ที่สมบูรณ์ไม่บุบสลาย สูง 1.65 เมตร มีอวัยวะสืบพันธุ์, มีผม, มีนิ้วข้างละหกนิ้ว
(เราเดาว่าคณิตศาสตร์ของเขาจะเป็นเลขฐาน 12 )
ในส่วนหน้าที่ของนักบิน มีอุปกรณ์การนำทางคงใช้นิ้วมือและตาควบคุม
เสื้อผ้าไม่มี เราต้องตัดท่อสองสายที่เชื่อมต่อกับจมูกออก
ปรากฎว่าเขาไม่มีรูจมูก Leonov เปิดอุปกรณ์ที่ตาออก (ซึ่งคุณจะเห็นจากวิดีโอ)

มีส่วนผสมของเลือดหรือของเหลวทางชีวภาพที่เย็นๆประทุขึ้นจากปากจมูกที่ตาและบางส่วนของร่างกาย
มีบางส่วนของร่างกายอยู่ในสภาพดีจนผิดปกติ, ผมและผิวมีการเคลือบผิวด้วยชั้นวัสดุที่โปร่งบางใสป้องกันอยู่
ในขณะที่เราแจ้งภารกิจนี้ไปที่ศูนย์ควบคุม เธอก็อยู่สภาพที่เหมือนตายและไม่ตาย (not dead not alive)
เราไม่เคยมีภูมิหลังหรือประสบการณ์ทางการแพทย์กันมาก่อน

ผม และ Leonov ได้ใช้อุปกรณ์ต่างๆด้าน bio เพื่อทดสอบดูกับ EBE โดยได้รับคำแนะนำ
จากศัลยแพทย์ที่ชำนาญงานจากศูนย์อำนวยการ ผลการทดสอบแจ้งว่าเป็นบวก (มีชีวิต)

เรื่องทั้งหมดนี้บางส่วนอาจฟังดูไม่น่าเชื่อสักเท่าไหร่
แต่ตอนนี้ผมต้องการบอกเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด เมื่อวิดีโอชุดนี้ออนไลน์
ประสบการณ์ที่เล่าให้ฟังนี้ได้รับการบันทึกถ่ายทำใน LM

และเรื่องของตัวที่สองนั้น (ตัวที่เสียหายมาก)
เราได้นำศีรษะเขาขึ้นให้คณะกรรมการดู เขามีสีผิวเป็นสีเทาอมฟ้า
ผิวมีรายละเอียดบางอย่างแปลกตา โดยเฉพาะที่ด้านบนของตาและด้านหน้ามีสายรัดรอบหัวใส่คำจารึกด้วย
ภายในห้องนักบินนั้นก็เต็มไปด้วยข้อความเขียนด้วยลายมือบรรจง และมีหลอดใสกึ่งหกเหลี่ยมยาวๆเต็มไปหมด

"Mona Lisa " เธอยังอยู่บนโลกใบนี้และเธอยังไม่ตาย
ผมจะโพสต์วิดีโออื่นๆ ก่อนที่จะบอกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้

CR : http://www.ufo.in.th/2014/07/ebe.html
ตอบกลับ
0 0
Server busy please try again
27 กรกฎาคม เวลา 17:31 น.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความคิดเห็นที่ 6
เรื่องราวต่อท้ายสารคดีนี้

ภารกิจลับ " NASA " จริงรึไม่ !! [3]

ครับ เรามาถึงบทสรุปของเรื่องราวโครงการอพอลโล 20 จากที่ได้นำเสนอเรื่องราวแบบคัดย่อไปแล้วนั้น ท้ายที่สุดแล้วโครงการนี้ ทางนาซ่าได้ดำเนินการมาอย่างลับๆ ในปี 1979 จริงหรือ มีการค้นพบเศษซากยานอ
วกาศยักษ์ เมืองโบราณ รวมไปถึงสิ่งมีชีวิตทรงปัญญาจากต่างดาว
เก็บกู้และนำกลับมาวิจัยยังโลกของเราจริงหรือไม่ ตอนนี้เราได้คำตอบแล้วครับ….ซึ่งก็คือ…


เรื่องราวของโครงการอพอลโล 20 นั้นเป็นเรื่องหลอกลวง (Hoax) ครับ

ทุกท่านที่
อ่านมาถึงบรรทัดนี้อาจจะเกิดอาการเซ็งเล็กน้อยว่า
ผมเอาเรื่องหลอกลวงมาให้อ่านกันทำไม อิอิ
คืออยากให้อ่านกันไว้เป็นความรู้เล็กๆ น้อยๆ ครับ
มีหลายคนที่เชื่อกันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องจริง (ใจจริงผมเองก็อยากให้มันเป็นเรื่องจริงเหมือนกัน เสียดาย) ครับ เรามาว่ากันต่อ อันที่จริงแล้ว จุดเริ่มต้นของเรื่องราวลวงโลกนี้ เริ่มมาจากภาพถ่ายจากยานลูนาร์ออร์บิท (Lunar Orbit) ที่บังเอิญถ่ายรูปหลุมเครเตอร์เดลพอร์ท บริเวณอิซแส็ค (Delporte Izsak) บนดวงจันทร์ บังเอิญรูปร่างมันไปคล้ายกับซิการ์เข้า ทำให้เอามาเป็นเรื่องจานบินทรงซิการ์ซะเลย และ วิลเลี่ยม รัทเล็ดจ์ (William Rutledge) นั้น เป็นชื่อหลอกๆ รวมทั้งนักบินอวกาศรัสเซีย อเล็กซี่ เลโอนอฟ (Alexei Leonov) กับ เลโอนา ชไนเดอร์ (Leona Snyder) สองคนนี้ ก็ไม่มีตัวตนอยู่จริงครับ อพอลโล 20 เป็นเรื่องที่อุปโลกน์ขึ้นมาทั้งสิ้น โดยมาจากเจ้าของ Username ว่า “retiredafb” ที่นำคลิปวิดิโอมาลงใน Youtube บรรดานักขี้สงสัย (Skeptics) และนักวิจัย รวมไปถึงมือาชีพทางด้านรูปถ่ายและกล้องวิดีโอทั้งหลายตามสืบกันให้จ้าละหวั่นว่าหมอนี่เป็นใคร อดีตนักบินอวกาศของนาซ่าจริงหรือเปล่า และคลิปนั้นเชื่อถือได้แค่ไหน หลังจากค้นกันไปค้นกันมา -



ก็ได้หลักฐานหลายอย่างครับ ที่พอจะเชื่อถือได้ว่า หมอนี่มันโกหกแหงๆ อย่างแรกเลยก็คือ โครงการอพอลโลสิ้นสุดแค่ 17 เท่านั้น ไม่มี 18 19 20 อะไรทั้งนั้น ต่อมาก็จับผิดรูปภาพวิดีโอกันให้เห็นหลักฐานกันจะๆ ว่าพื้นผิวของดวงจันทร์ที่ถ่ายมามันเป็นเพียงดินเหนียวนำมาปั้นเป็นฉาก (Texture) ถ่ายด้วยฟิลม์ 16 มม.ให้
ได้ใกล้เคียงกับภาพถ่ายดั้งเดิมเท่านั้น
ส่วนเมืองโบราณก็น่าจะถ่ายมาจากฉากโมเดลจำลองเท่านั้น
รวมไปถึงมนุษย์ต่างดาวโมนาลิซ่านั้น
ก็เป็นเพียงโมเดลกระดาษที่ทำมาจากวิธีเปเปอร์มาเช่อีกต่างหาก (เปเปอร์มาเช่นั้นคือการเอากระดาษมาทำเป็นรูปร่างต่างๆ โดยการทากาวและแปะกระดาษทับกันไปเรื่อยๆ ให้เป็นรูปร่างตามที่ได้ขึ้นโครงเอาไว้) นอกจากนั้นวันแรกที่มีการนำคลิปวิดีโอมาปล่อยนั้น ดันเป็นวันโกหกอีกต่างหาก (April’s fool day, 1st April) เจอแบบนี้เข้าไปก็ยากที่ยอมรับได้ครับว่า คลิปวิดีโอเหล่านั้นเป็นของจริง ท้ายที่สุดแล้วก็มีการสรุปได้ว่า เรื่องโครงการอพอลโล 20 นี้
เป็นของปลอม ที่นำมาเล่าให้ฟังนี่เป็นเพียงย่อๆ ของบทสรุปนะครับ
ใครสนใจจะดูรายละเอียดอย่างเต็มอิ่มก็ลองเข้าไปหาดูครับ
เขาสรุปกันไว้ทีละประเด็นแบบละเอียดทีเดียว

แถมอีกนิดหน่อย คือโครงการอพอลโลครั้งสุดท้ายที่ได้ออกปฏิบัติภารกิจที่ดวงจันทร์อย่างเป็นทางการอันล่าสุดก็คือโครงการอพอลโล 17 ที่ได้ปฏิบัติภารกิจไปในปี ค.ศ.1972 นั่นเองครับ แน่นอนว่าโครงการอพอลโล 20 ก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริงครับ หรือถ้าจะว่าให้ถูกก็คือ โครงการอพอลโลตั้งแต่ 18
เป็นต้นมานั้น ถูกยกเลิกโดยทางนาซ่าครับ เนื่องจาก
ขาดทางด้านเงินทุนและถูกตัดงบประมาณจากทางรัฐบาล
ซึ่งในช่วงเวลานั้นมีการเปลี่ยนสมัยของประธานาธิบดี
ซึ่งคนใหม่นั้นไม่สนับสนุนเรื่องงานวิจัยทางด้านอวกาศเท่าประธานาธิบดีคน
ก่อน ทำให้โครงการอพอลโลนั้นต้องพับมาจนถึงปัจจุบันนี้เองครับ



**ตราสัญลักษณ์ของโครงการอพอลโลแต่ละโครงการ**

มาถึงตอนนี้ก็คงทราบเรื่องราวแล้วว่ามันมีที่มายังไง อัน
นี้เป็นฉบับย่อๆ ของบทสรุปการวิเคราะห์สำหรับการจับผิดนะครับ
ถ้าใครสนใจมากกว่านี้ลองหาอ่านจากเวบไซต์ต่างๆ ดูก็ได้ครับ
รายละเอียดมีเยอะดีทีเดียว ครับ ก็เป็นว่าบทสรุปเรื่องราวของอพอลโล 20 นี้
นั้น อาจจะเป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นมาเท่านั้น
หรือเป็นเรื่องหลอกลวงซ้อนเรื่องจริงอีกชั้นหนึ่งก็ตามที
แต่ใครจะรู้ละครับว่า
เค้าโครงของเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้มาจากเศษเสี้ยวของความเป็นจริง
ที่นำมาเปิดเผยให้กับผู้ที่ใฝ่หาความจริงได้ทราบกัน



แถมท้ายอีกหน่อยครับ ถึงเรื่องราวการปฏิบัติงานของโครงการอพอลโล 20
นั้นจะเป็นเพียงเรื่องที่กุขึ้นมา แต่ว่าเรื่องราวของ อพอลโล 11 ที่ นีล
อาร์มสตรอง และ บัซ อัลดริน
ที่ประสบเกี่ยวกับเหตุการณ์ประหลาดและทั้งคู่ได้เคยให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับ
เรื่องยานอวกาศของเอเลี่ยนบนดวงจันทร์นั้น
ทั้งคู่ได้ยืนยันครับว่าเป็นเรื่องจริง มีอะไรอยู่บนดวงจันทร์จริงๆ ครับ
ก็ว่ากันไป มาถึงบทส่งท้ายของบทความนี้แล้ว
ก็ขอให้ทุกท่านอ่านเพื่อความบันเทิงก็แล้วกันนะครับ อย่าไปจริงจังจนเกินไป
คิดว่าซะอ่านพอเพลินก็แล้วกัน
ตอบกลับ
0 7
greeny pony
27 กรกฎาคม เวลา 18:26 น.

เครดิจากเว็บพันทิพดอทคอม

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มนษย์อวกาศ ปะทะ จานบิน !!!!! และเผ่าพันธุ์มนุษย์ต่างดาว

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

“ไม่เคยเลยซักครั้งที่บรรดานักบินอวกาศจะได้อยู่ในห้วงอากาศเพียงลำพัง มักมี ยูเอฟโอ คอยลอบสังเกตุการณ์เราอยู่เสมอ... "นี่เป็นคำพูดของ สก็อต คาร์เพนเตอร์ นักบินอวกาศ ยาน เมอร์คิวรี 7 ของนาซ่า

มีคนเดินดินจำนวนมากรายงานว่า ได้เห็น ยูเอฟโอ ...บรรดานักบินอวกาศก็เช่นกันครับ ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาประสบการณ์ลับเฉพาะของนักบินอวกาศเกี่ยวกับการเผชิญยานบินลึกลับ ได้เริ่มแพร่งพรายออกมาสร้างความฮือฮา รายงานจากนอกโลกเหล่านี้เป็นหลักฐานที่หาได้ยากในโลกและจัดได้ว่าน่าเชื่อ นับตั้งแต่การออกปฎิบัติการทางอวกาศเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1962 และนี่ก็คือเรื่องที่ดิชั้นจะนำเสนอวันนี้ค่ะ


นักบินอวกาศ บุคคลที่เดินทางไปกับยานอวกาศ ไม่ว่าจะไปในฐานะใด และไม่ว่าจะไปด้วยยานอวกาศแบบไหน ทั้งที่โคจรรอบโลก ( ในระยะสูงจากพื้นราว 80-100 กิโลเมตรขึ้นไป )หรือที่เดินทางออกไปยังตำแหน่งอื่นใดนอกวงโคจรของโลก ก็เรียกว่า นักบินอวกาศ

คำว่า astronaut ในภาษาอังกฤษนั้น มีที่มาจากคำศัพท์ในภาษากรีก สองคำ คือ astro หมายถึงดวงดาว และ nautes ซึ่งหมายถึง กะลาสี

ปัจจุบันมีนักบินอวกาศหลายชาติ จึงมีการสร้างคำสำหรับเรียกนักบินอวกาศของแต่ละชาติต่างๆ กัน เช่น นักบินในโครงการอวกาศของรัสเซีย เรียกว่า คอสโมนอท (cosmonaut) อันเป็นการสร้างคำจากคำศัพท์จากภาษากรีกเช่นกัน โดยใช้คำว่า kosmo ที่หมายถึง อวกาศ และคำว่า nautes ที่หมายถึง กะลาสี คล้าย

ส่วนในยุโรป มีการสร้างศัพท์ขึ้นใหม่ ว่า สเปชันนอท (spationaut) เป็นคำประสม ระหว่าง space ในภาษาละติน (อวกาศ) และ nautes ในภาษากรีก (กะลาสี) โดยมีความหมายว่านักบินอวกาศ หรือมนุษย์อวกาศ นั่นเอง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พันเอก จอห์น เกลนน์ นักบินอวกาศคนแรกของสหรัฐ ได้เรียกวิทยุมาที่ศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินพร้อมกับบรรยายสภาพอวกาศที่เต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดคล้าย " หิ่งห้อยเรืองแสง " สีเหลือง-เขียว นับหมื่นๆตัว ต่างมุ่งหน้าเข้าหายานของเขา เกลนน ์เปิดเผยความเชื่อส่วนตัวในภายหลังว่า " เป็นที่ยอมรับกันว่ารายงานจานบินบางประเภทนั้นเป็นความจริง " ต่อมาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.1966 ยาน เจมินิ 12 ก็ได้เผชิญกับปริศนาในห้วงอวกาศอีก ซึ่ง เจมส์ ลัฟเวลล์ ลูกเรือของยานกล่าวว่า เป็น " วัตถุ 4 ลำ เรียงกันเป็นแถวผมรู้ว่าไม่ใช่ดาว " นักบินอวกาศคนอื่นที่ได้เผยประสบการณ์จานบิน
ออกสู่หูของประชาชน คือ เอ็ด ไวท์ และ เจมส์ แม็คดิวิทท์ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1965 ขณะยาน เจมินิ ผ่านฮาวาย ทั้งสองสังเกตุเห็นวัตถุโลหะลักษณะแปลกๆ มีแขนยื่นออกมา แม็คดิวิทท์จับภาพด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ แต่ภาพนั้นไม่มีวันได้ออกมาดูโลกภายนอกทำเนียบรัฐบาล

รายงาน UFO ที่น่าตื่นตะลึงและทำให้คนหูผึ่งที่สุดมาจากเทปบันทึกการสื่อสารระหว่างนักบินอวกาศกับศูนย์ควบคุมภาคพื้นดิน เพียงแค่ไม่กี่ประโยคก็มากพอที่จะสร้างคำถามไม่รู้จบในห้วงความคิด

เจมินิ : เราเห็นยานลึกลับที่องศา 10 นาฬิกา
ศูนย์อวกาศ : เจมินิ 7 ใช่จรวดส่งยานหรือเปล่า ? หรือว่า UFO จริงๆ
เจมินิ : เราเห็นมันมากมาย ดูบนนี้คล้ายเศษซาก...ใช่ UFO
ศูนย์อวกาศ : ประมาณขนาดและระยะห่าง ?
เจมินิ : เรายังคงเห็นจรวดส่งยานด้วย...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดูเหมือนจะไม่มีคำตอบว่าวัตถุนั้นคืออะไรมีเพียงคำอธิบายของ แฟรงคลิน โรช แห่งมหาวิทยาลัย โคโลลาโด ผู้ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพอากาศให้ศึกษา ยูเอฟโอในปี 1966 ว่า"มีเพียงจรวดส่งยานเท่านั้นที่อยู่ในวงโคจรเดียวกับยาน เจมินิ 7 "

นักบินอวกาศ 2 คน ที่ป่าวประกาศเรื่องยานบินนอกโลกอย่างออกนอกหน้าคือ ดร.เอ็ดการ์ มิทเชลล์ นักบินยาน อพอลโล 14 และ พันเอก กอร์ดอน คูเปอร์ ในรายการของออพราห์ วินเฟรย์ ที่แพร่ภาพในวันที่ 19 กรกฎาคม ค.ศ. 1991 ดร.มิทเชลล์ กล่าวว่า ข้อมูล ยูเอฟโอ ทั้งหมดถูกปิดเป็นความลับ " ผมเชื่อว่ามีอะไรเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าเรื่องมนุษย์ต่างดาวอีกเยอะที่สาธารณชนไม่ได้รับรู้ ... "

ในรายการ " เดทไลน์ เอ็นบีซี " ปี ค.ศ. 1996 ดร. มิทเชลล์ โผล่ออกมาอีก หลังจากถูกถามว่า มนุษย์ต่างดาวเคยมาเยือนโลกหรือไม่ " มีหลักฐานแน่นหนามากและส่วนใหญ่แล้วถูกปิดเป็นความลับ ... โดยรัฐบาล "

ดร.เอ็ดการ์ มิทเชลล์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตลอดช่วงชีวิตในอวกาศ ในฐานะลูกเรือยาน เมอร์คิวรี พันเอก กอร์ดอน คูปอร์ เคยเผชิญกับจานบินหลายครั้งหลายหนในวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1963 ขณะโคจรรอบโลก ยูเอฟโอ ลำหนึ่งส่งแสงจ้าสีเขียวโผล่ขึ้นข้างหน้ายานของเขา ในเวลาต่อมาเรดาร์ของศูนย์ควบคุมที่ประเทศออสเตรเลีย สามารถตรวจจับวัตถุบินลึกลับนั้นได้เช่นกัน

แต่นี่ไม่ใช่ประสบการณ์จานบินครั้งแรก ใน ปี ค.ศ. 1951 เขาเห็นจานกลมโลหะลำหนึ่งเหนือเยอรมันตะวันตก โฉบอยู่ในระดับความสูงที่อาจทำให้เครื่องบินเอฟ - 86 ของเขาโหม่งโลกเมื่อไรก็ได้ ในปี ค.ศ. 1978 จดหมายของพันเอก กอร์ดอน คูเปอร์ ได้รับการ นำออกอ่านต่อหน้าที่ประชุม ยูเอ็น ในหัวข้อเรื่อง ยูเอฟโอ มีใจความว่า " ผมเชื่อว่ายานอวกาศนอกโลกพร้อมด้วยลูกเรือของมันเหล่านี้มาจากดาวเคราะห์อีกดวงหนึ่ง เพื่อมาเยือนโลกเรา ครั้งหนึ่งในปี 1951 ผมเองเคยมีโอกาสได้สังเกตุการณ์ฝูงบินเหล่านี้เป็นเวลา 2 วัน มีขนาดต่างๆกัน บินเหนือยุโรปจากตะวันออกสู่ตะวันตก " ลือกันว่า ทุกเที่ยวบินที่ไปลงบนดวงจันทร์ นักบินอวกาศต่างได้เห็นอะไรมากไปกว่าก้อนหินและเศษดิน หลังจากวินาทีประวัติศาสตร์ที่ นีล อาร์มสตรอง ก้าวออกจากยานอพอลโล 11 ลงเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์เป็นครั้งแรก พวกเขารายงานว่าได้เห็น " แสง " บนหลุมที่ไหนสักแห่ง แต่แล้วการถ่ายทอดผ่านทางทีวีก็สะดุดลงแค่นั้น ออตโต ไบน์เดอร์ อดีตสมาชิกโครงการอวกาศของ NASAเปิดเผยว่า จากการดักฟังการสื่อสารทางวิทยุระหว่างอพอลโลกับศูนย์อวกาศอย่างไม่เป็นทางการนั้น NASA ได้เซ็นเซอร์ข้อความบางส่วนก่อนถ่ายทอดสู่ประชาชนทั้งนี้ อาจเป็นมาตรการป้องกันไม่ให้ประชากรโลกหัวใจวายตายหมู่เป็นที่แพร่งพรายไปอย่างรวดเร็วว่า นีล อาร์มสตรอง ได้รายงานกลับมายังโลกว่า " คุณพวกนี้มีขนาดใหญ่ซะจริง ท่านครับ ! มโหฬาร ! โอ้ ... คุณคงไม่เชื่อแน่ !ผมจะบอกให้ว่ามียานอวกาศพวกอื่นทางฟากโน้น เรียงเป็นแถวอยู่ไกลออกไปสุดขอบ เครเตอร์ พวกเขาอยู่บนดวงจันทร์เฝ้ามองดูเรา ! "

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จริงอย่างที่ นีล อาร์มสตรอง ว่าไว้ ... ไม่มีใครเชื่อเรื่องขบวนต้อนรับบนดวงจันทร์เลย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1979 มอริซ ชาเทเลน อดีตหัวหน้าฝ่ายสื่อสารของนาซ่า และเป็นหนึ่งในคณะนักวิทยาศาสตร์ผู้ร่วมออกแบบยานอพอลโล ได้ยืนยันว่า อาร์มสตรองเห็นยูเอฟโอ 2 ลำ บนพื้นดวงจันทร์ " การเผชิญหน้าครั้งนั้นเป็นที่รู้กันในนาซ่า "

ชาเทเลน แจงต่อไปไกลถึงเหตุการณ์ในห้วงอวกาศ " ยานอพอลโล และ เจมินิ ทุกเที่ยวถูกตามสอดแนมอยู่ห่างๆ หรือบางครั้งก็อย่างใกล้ชิด โดยยานอวกาศจากดาวอื่น …จานบิน หรือ ยูเอฟโอ... จะเรียกมันอย่างไงก็ได้ และทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น พวกนักบินจะแจ้งมายังศูนย์ควบคุม ซึ่งก็จะสั่งห้ามไม่ให้แพร่งพรายโดยเด็ดขาด "

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดร. อเล็กซานด์ คาซานท์เซฟ นักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย เล่าว่า เอ็ดวิน อัลดริน ใช้กล้องถ่ายภาพยนตร์บันทึกภาพ ยูเอฟโอ จากภายในยาน อพอลโล 11 และยังคงจับภาพเรื่อยไปหลังจากที่เขาและอาร์มสตรองออกไปข้างนอกแล้ว ไม่กี่นาทีต่อมา ยูเอฟโอก็บินจากไป " แต่สาธารณชนไม่ได้รับรู้เรื่องนี้ เพราะ นาซ่าเซนเซอร์มันเสียก่อน " ดร. วลาดิมิร์ อัซฮาซฮา นักฟิสิกส์ และ ศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมอสโก ให้คำสนับสนุนสอดคล้องกับคำยืนยันของ ดร. แกร์รี เฮนเดอร์สัน นักวิทยาศาสตร์อาวุโสแห่งเจเนอรัล ไดนามิคส์ ว่า " นักบินอวกาศอยู่ภายใต้ข้อบังคับอันเคร่งครัดที่จะไม่พูดถึงเรื่องการพบเห็นยูเอฟโอกับผู้ใด " และ " นาซ่ามีภาพถ่ายจริงๆของยานพวกนี้ถ่ายจากระยะใกล้ด้วยมือและกล้องถ่ายภาพยนตร์ " นักบินอวกาศอาจจะไม่กล้าหาญพอที่จะปากโป้งบอกเรื่องยานต่างดาวออกมาโต้งๆ แต่ขณะเดียวกันก็คงอดใจไม่ใหว ยูจีน เซอร์แนน ผู้บัญชาการอพอลโล 17 ยอมรับว่าไม่เคยเห็นยูเอฟโอ แต่ " ผมก็คิดว่าพวกเขาเป็นมนุษย์พวกอื่น ... อารยธรรมอื่น “

ภาพถ่ายจากอพอลโล 15

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดูเหมือน วอลเตอร์ เชอร์รา จะเป็นนักบินอวกาศคนแรกที่ใช้รหัสคำว่า " ซานตาคลอส " เพื่อบอกให้รู้ว่า มีจานบินวนเวียนอยู่ไม่ไกลจากยาน เมอร์คิวรี 8 อย่งไรก็ตามประชาชนก็ไม่ได้เข้าใจความนัยที่เขาพยายามสื่อ แต่เหตุการณ์แตกต่างออกไปเมื่อครั้งที่ เจมส์ ลัฟเวลล์ ออกจากยาน อพอลโล 8 ลงสู่พื้นดวงจันทร์ แล้วพูดกับประชาชนทั้งโลกว่า " โปรดรับรู้ด้วยนะครับว่า ซานตาครอส มีจริง " แม้ว่านั่นเป็นวันคริสต์มาสของปี 1968 แต่คนส่วนใหญ่ก็จับความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำเหล่านั้นได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยูเอฟโอ อาจยังคงเป็นปริศนาอยู่ในหมู่ชน แต่สำหรับกองทัพอากาศสหรัฐ มันคือ ของขวัญ จากฟากฟ้า ... ทันทีที่มันโหม่งโลกลงมา ดร.เอ็ดการ์ มิทเชลล์ นักบินคนที่ 6 ที่ลงสู่ดวงจันทร์ เชื่อว่า " เครื่องบินทหารบางลำถูกพัฒนาขึ้นโดยอาศัยเทคโนโลยีที่วงการทหารศึกษาลักจำมาจากจานบินที่เคยโหม่งโลก โครงการลับดังกล่าวดำเนินมาแล้วหลายทศวรรษ "นอกจากนี้ ดร. มิทเชลล์ยืนยันว่าการเผชิญหน้ากับยูเอฟโอพร้อมด้วยมนุษย์ต่างดาวอย่างใกล้ชิดไม่ได้มีอยู่แต่ในหนังอวกาศ

เมื่อวันที่ 24 ก.ค.ปี 2008 ดร.เอดการ์ มิทเชลล์ อดีตนักบินอวกาศประจำ Aplollo 14 ที่เคยเป็นหนึ่งใน 8 มนุษย์อวกาศสหรัฐที่เหยียบบนดวงจันทร์ และเคยสร้างประวัติศาสตร์ย่ำดวงจันทร์นานที่สุดเป็นเวลา 9 ชม. 17 นาที ร่วมกับผู้บัญชาการจรวดอพอลโล 14 จากภารกิจเมื่อปี 1971 กล่าวทางสถานีวิทยุแห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า เขารู้ว่า มนุษย์ต่างดาวมีจริง และเคยมาเยือนโลกมนุษย์หลายครั้ง แต่ทุกครั้งถูกนาซาปกปิดตลอด โดยเขามีสิทธิพิเศษพอที่จะรู้เรื่องเหล่านี้ ซึ่งถูกรัฐบาลสหรัฐปกปิดมาตลอด 60 ปีที่ผ่านมา

ดร.เอดการ์กล่าวด้วยว่า มนุษย์ต่างดาวตัวจริงมีลักษณะคล้ายที่มนุษย์เคยจินตนาการไว้ คือ โครงหน้าเล็ก ดวงตาใหญ่ และหัวใหญ่ และมีเทคโนโลยีชั้นสูงเหนือกว่ามนุษย์มาก และสามารถทำร้ายมนุษย์ชาติได้ทันที หากมนุษย์คิดเป็นศัตรูกับพวกเขา

ภาพ ดร.เอดการ์ มิทเชลล์ ขณะที่เขาลงบนดวงจันทร์ค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แว๊บมาทางฝั่งรัสเซียสักนิดนะคะ มนุษย์อวกาศรัสเซีย นายวลาดิเมอร์ โควาเลน็อก บอกว่าตนเคยเห็นจานบิน สมัยที่เป็นมนุษย์อวกาศขึ้นไปประจำทำงานอยู่บนสถานีอวกาศ "โซยุต 6" เมื่อปี พ.ศ. 2520 และปี พ.ศ. 2525 เป็นเวลานานถึง 217 วัน "ผมได้เห็นมันในอวกาศตั้งหลายลำ และยังได้เห็นลำหนึ่งระเบิด แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยต่อหน้าต่อตาอีกด้วย"

"ไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดคนอื่นถึงกลับบอกว่า ไม่เห็นอะไรผิดปกติระหว่างการเดินทางเลย ในขณะที่ผมเห็นจานบินรูปร่างและขนาดต่างๆกันมาตั้งหลายลำ" อดีตมนุษย์อวกาศโควาเลน็อก ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานสมาคมมนุษย์อวกาศรัสเซีย วัย 62 ปี กล่าว

เขาเล่าต่อว่า "ยังจำได้ว่าเมื่อปี พ.ศ. 2524 เห็นยานประหลาดลำหนึ่ง มันลำเล็กมาก ผมยังบอกมนุษย์อวกาศวิคเตอร์ ซาวินิก เพื่อนที่ไปด้วยกันให้รู้ เขายังคว้ากล้องถ่ายภาพขึ้นมาถ่ายด้วย แต่ตอนที่เขาถ่ายรูปอยู่นั่นเอง มันได้ระเบิดแตกออก กลายเป็นควัน เรายังได้รายงานทางภาคพื้นดินให้ทราบด้วยทันที เราก็ไม่รู้ว่ามันเป็นอะไร แต่ไม่ใช่ตาฝาดไปแน่นอน"

มนุษย์อวกาศของรัสเซียผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูให้ได้รับเหรียญตรามากมาย เล่าต่อไปว่า เขาได้พบข้อมูลที่สถานีควบคุมที่พื้นดินในเวลาต่อมา ยืนยันเรื่องที่เกิดขึ้นในอวกาศวันนั้น "ผู้เชี่ยวชาญได้ยืนยันว่า ได้วัดพบมีรังสีเข้มข้นผิดปกติ ในเวลาที่จานบินเกิดระเบิดด้วย"

นายวลาดิเมอร์ โควาเลน็อก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คำสั่งฆ่าจากอวกาศ

ในหนังสือชื่อ หนังสือเดินทางสู่มาโกเนีย (PASSPORT TO MAGONIA) ซึ่งเขียนโดย จาคส์ วัลเล่ย์ (JACQUES VALLE) ตีพิมพ์เมื่อปี 1969 ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นที่สหภาพโซเวียตเรื่องหนึ่งว่า

“เมื่อไม่นานมานี้ในสหภาพโซเวียต ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง ในสาขาวิจัยและค้นคว้าด้านพลาสม่า (PLASMA) ได้เสียชีวิตลงในรูปการณ์ที่ชวนให้สงสัย กล่าวคือ เขาถูกผลักให้รถไฟใต้ดินที่มอสโคว์ชนตาย โดยผู้หญิงที่มีจิตผิดปกติคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้อ้างว่า ได้มีเสียงลึกลับจากอวกาศสอนให้เธอฆ่าชายผู้นี้ลงให้ได้ และเธอก็ไม่สามารถที่จะขัดขืนคำสั่งนี้ได้ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอาชญาวิทยาต่างก็รู้สึกเป็นกังวล ที่กรณีคล้ายกันนี้ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา โดยมีอยู่บ่อยๆที่คนมีจิตใจไม่ปกติหรือไม่มั่นคงวิ่งไปตามถนนอย่างบ้าคลั่ง และร้องตะโกนว่าตนกำลังถูกชาวดาวอังคารไล่กวด คลื่นแห่งความผิดปกติทางใจที่เกิดขึ้นทุกวันนี้น่าจะได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษเพราะว่ามันอาจจะไปเกี่ยวพันกับเรื่องลึกลับที่ว่ามีมนุษย์ได้ติดต่อกับชาวโลกอื่น”

จ๊าคส์ วัลเล่ย์ นักเขียนผู้มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศส

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กล่าวกันว่า ในกาแล็กซีของระบบสุรยจักรวาลของเรานั้น ประกอบด้วยดวงดาวต่างๆกว่า 100 พันล้านดวง อาจเป็นไปได้ว่า มีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวหลายดวงซึ่งกลายเป็นอาณานิคมในห้วงแห่งอวกาศที่ห่างไกลหลายปีแสง และต้องอาศัยการเดินทางในอวกาศเป็นเวลานาน ช่วงเวลาของสิ่งมีชีวิตภายใต้อารยธรรมที่ก้าวหน้า คือ ช่วงเวลาเมื่อ 10 ล้านปี เอียน ริคแพท นักเขียนบทความทางวิทยาศาสตร์ได้สันนิษฐานไว้ว่า ในห้วงแห่งจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น คาดว่าในกาแล็กซีของเรามีอารยธรรมอันศิวิไลซ์ของสิ่งมีชีวิต คล้ายกับโลกเราหรือเจริญก้าวหน้ากว่าโลกเรา นับจำนวนมากถึง 1,000,000 แห่ง ดร.เบอร์นาร์ด โอลิเวอร์ หนึ่งในคณะกรรมการดำเนินงานตามโครงการเซติ ขององค์การนาซา เชื่อว่า บัดนี้ในจักรวาลของเราได้มีการติดต่อกับวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองระหว่างดวงดาวต่างๆแล้ว นอกจากนั้น นักดาราศาสตร์และนักค้นคว้าเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกหลายคน ได้มีความเห็นตรงกันว่า ในอดีตมีมนุษย์ต่างดาวหรือมนุษย์จากโลกอื่นได้มาเยือนโลกเราแล้ว มิใช่เพิ่งจะมาปรากฏในยุคปัจจุบันนี้เท่านั้น และในอนาคตจะมีมนุษย์ต่างพิภพมาเยี่ยมโลกเรามากขึ้น
แต่สาเหตุที่การติดต่อระหว่างมนุษย์ต่างดาวกับมนุษย์บนโลกเพียงบางกลุ่มนั้น อาจเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ เช่น มนุษย์ต่างดาวอาจไม่ต้องการให้เราทราบสิ่งที่พวกเขากำลังปฏิบัติการอยู่บนโลกเรา หรือมนุษย์ต่างดาวก็มีสัญชาติญาณกลัวมนุษย์บนโลกจะทำร้าย จึงระมัดระวังในการปฏิบัติการในลักษณะลับๆ บางครั้งก็เป็นเจตนาของพวกเขาที่ต้องการมาสำรวจโลกเราโดยไม่ต้องการติดต่อกับใคร นอกจากนั้นอุปสรรคในการสื่อภาษาและความเข้าใจซึ่งกันและกันก็เป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่ง นักค้นคว้าบางคนได้แสดงทรรศนะว่า มนุษย์ต่างพิภพ อาจมีความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีสูงส่งเกินโลกมนุษย์ จึงดูเหมือนว่า การติดต่อซึ่งกันและกันไร้ประโยชน์ เปรียบเสมือนคนที่มี ความรู้สูงกับคนที่มีความรู้ต่ำมักจะประสบปัญหาในการสื่อสารความรู้ความคิดเห็นระหว่างกัน ถึงอย่างไรก็ตามแม้จะมีปัญหาหรืออุปสรรคดังกล่าวแต่นักวิทยาศาสตร์นักค้นคว้าและนักวิจัยส่วนหนึ่งในอารยธรรมประเทศต่างๆ บนโลกเรา ก็พยายามที่จะหาทางติดตามค้นคว้าเกี่ยวกับอารยธรรมนอกโลกต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เนื่องจากหลายฝ่ายคิดว่าในอนาคตคงมีคุณประโยชน์มากมายมหาศาลต่อมนุษยชาติ ดังคำกล่าวของไมเคิล ไมคอด อดีตผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ประจำกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯที่กล่าวไว้ว่า "หากการค้นคว้าเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวปรากฏเด่นชัด ก็คงถือว่ามนุษย์ต่างดาวเป็นสิ่งที่เตือนใจหรือสะท้อนให้เราตระหนักถึงแนวทางแห่งการรอดพ้นของชีวิต สติปัญญาอันล้ำเลิศและความเจริญรุ่งเรืองในห้วงแห่งจักรวาล อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้โลกเรารีบเร่งพัฒนา มนุษยชาติที่อยู่ในสภาพตกต่ำให้สูงขึ้น ทัดเทียมกับอารยธรรมนอกโลก แม้จะใช้เวลาอีกนานเพียงใดก็ตาม"

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 18:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดร.ไบรอัน โอเลียรีย์ อดีตนักดาราศาสตร์และมนุษย์อวกาศได้กล่าวกระตุ้นให้รัฐบาลสหรัฐฯ เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับจานบินไว้ว่า "ความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องราวของจานบินอาจก่อให้เกิดปัญหาหรือสร้างความเจ็บปวดบางประการแก่เรา ซึ่งเหตุดังกล่าวนี้อาจทำให้รัฐบาลยังปกปิดเป็นความลับอยู๋ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ในที่สุดความจริงดังกล่าวก็ต้องเปิดเผยแก่สาธารณชน การปกปิดความลับหรือการปฏิเสธความจริง รวมทั้งความกลัวในเรื่องต่างๆนั้น ตามความคิดของผมว่าเป็นการเพิ่มปัญหามากขึ้น"

หนึ่งในบรรดานักบุกเบิกผู้ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับการบินในอวกาศที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก คือ ดร.แฮร์มันน์ โอเบิร์ต บิดาแห่งการสร้างจรวดชาวเยอรมัน ในปี 1955 ดร.แฮร์มันน์ ได้รับเชิญจาก ดร.เวิร์นเนอร์ ฟอน บราวน์ เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมทำงานสร้างจรวดร่วมกับหน่วยผลิตขีปนาวุธของกองทัพ และต่อมาได้ทำงานให้กับองค์การนาซาที่ศูนย์การบินอวกาศจอร์จ ซี. มาร์แชลล์

ดร.แฮร์มันมักจะตอบคำถามเกี่ยวกับยูเอฟโอได้ชัดเจนเสมอ เขาเชื่อว่าจานบินมีต้นกำเนิดมาจากโลกอื่นแน่นอน นอกจากนั้นยังได้แสดงทรรศนะเกี่ยวกับข้อสมมุติฐานด้านพลังขับเคลื่อนของจานบินไว้ว่า …ปัจจุบันเรายังไม่สามารถผลิตเครื่องยนต์ที่สามารถขับเคลื่อนหรือบินได้เหมือนจานบิน สันนิษฐานว่าจานบินคงจะบินไปโดยอาศัยสื่อของสนามแรงโน้มถ่วงเทียม พลังดังกล่าวจะทำให้มันสามาถเปลี่ยนทิสทางได้ในทันใด จานบินยังสามาถผลิตประจุไฟฟ้าที่มี ความถี่สูงเพื่อผลักยานแหวกอวกาศเปิดทางบินไปข้างหน้า และยังมีเครื่องกำเนิดสนามแม่เหล็กที่มี อิทธิพลต่อไอออไนซ์อากาศในระดับชั้นบรรยากาศสูง…นอกจากนั้นยังทำให้ยานสว่างเจิดจ้าผิดปกติ ประการที่สอง จานบินสามารถบินแบบไม่มีเสียง และมีเสียงได้…

ดร.แฮร์มันยังได้กล่าวเป็นนัยอีกว่า มีการติดต่อกับจานบินในเชิงวิทยาศาสตร์แล้ว เป็นที่ทราบกันว่าโลกเราไม่สามารถพัฒนาความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ตามลำพังเท่านั้น เราควรได้รับการช่วยเหลือจากมนุษย์โลกอื่นที่มีอารยธรรมสูง จากคำกล่าวของดร.แฮร์มันนี้เอง ในยุคหลังมีข่าวลือออกมาว่า ทางสหรัฐอเมริกาได้ทดสอบยานอวกาศรุ่นใหม่ที่ประดิษฐ์ ขึ้นโดยอาศัยความรู้ที่ได้รับการติต่อกับมนุษย์ต่างดาว และในปี 1959 ดร.เวอร์เนอร์ ฟอน บราวน์ นักบุกเบิกอวกาศผู้ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งก็ได้กล่าวทำนองเดียวกันว่า "บัดนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับกลุ่มอำนาจจากนอกโลก ซึ่งแข็งแกร่งกว่าเรามาก…มันมีฐานปฏิบัติการที่เราไม่อาจทราบได้… นอกจากนั้นผมไม่สามารถบอกได้ว่า ปัจจุบันเราได้เข้าไปใกล้ชิดติดต่อกับกลุ่มอำนาจนี้แล้วหรือไม่" มีข่าวลือว่าองค์การนาซาได้คัดเลือกนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานเกี่ยวกับโครงการอวกาศในระดับสูง ติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวแล้ว ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้สันนิษฐานว่า ดร.เวิร์นเนอร์ ฟอน บราวน์ และ ดร.แฮร์มันอาจเป็นสองนักวิทยาศาสตร์ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่ได้ร่วมปฏิบัติการดังกล่าวด้วย

ศูนย์การบินอวกาศจอร์จ ซี. มาร์แชลล์
Posted Image

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 19:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กอร์ดอน คูเปอร์ คือ นักบินอวกาศอีกคนหนึ่งขององค์การนาซาซึ่งได้ขับยานเจมินีที่ 5 ร่วมกับนักบินอวกาศชาร์ลส์ คอนราด ขึ้นไปสู่วงโคจรของโลกนาน 8 วัน ในเดือนธันวาคม ปี 1965 กล่าวกันความสนใจเกี่ยวกับจานบินของกอร์ดอน เป็นหนึ่งในเหตุผลที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขากลายมาเป็นนักบินอวกาศขององค์การนาซา ในปี 1978 เขาได้มีโอกาสร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการพิเศษฝ่ายการเมือง ของสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เพื่อร่วมปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องจานบิน และได้แสดงทรรศนะว่า "….ผมเชื่อว่ายานอวกาศพร้อมทั้งลูกเรือเหล่านี้ที่เดินทางมาเยือนโลกเรา คงมาจากนอกโลก มาจากดาวเคราะห์ดวงอื่น ที่มีความเจริญก้าวหน้ากว่าโลกเรา…. ผมคิดว่าบัดนี้ เราคงต้องการให้มีโครงการประสานงานร่วมกันในระดับสุดยอด เพื่อรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับจานบินที่ได้รับจากแหล่งต่างๆทั่วโลก หรือหาแนวทางที่ดีที่สุดในการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวอย่างมิตรภาพ…" กอร์ดอนยังได้กล่าวเสริมว่า "นักบินอวกาศส่วนใหญ่ไม่กล้าที่จะเข้าร่วมปรึกษาหารือเกี่ยวกับเรื่องนี้ นื่องจากยังสับสนเกี่ยวกับข้อมูลในเรื่องนี้กล่าวหาว่าหลอกลวง อันจะมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของพวกเขา"

"ที่จริงแล้วพวกเราส่วนใหญ่เชื่อว่า จานบินจากนอกโลกมีจริง และหลายคนเคยเห็นปรากฏการณ์ประหลาดของจานบินมาแล้วทั้งบนภาคพื้นดินและบนอวกาศ" เจ.แอล. เฟอร์รันโด ได้เผยแพร่เรื่องราวที่นักบินอวกาศคนหนึ่ง ซึ่งไม่ยอมเปิดเผยชื่อแก่สาธารณชน ได้กล่าวในที่ประชุมสภา คองเกรสที่นิวยอร์คในกลางปี 1973 และเบนนี แมนอ็อคเซีย เป็นผู้บันทึกเทปไว้ ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ "…นับเป็นเวลาหลายปีแล้วที่เรายังอยู่ในห้วงแห่งความลับ ความมืดมนเกี่ยวกับการบินในอวกาศ แต่บัดนี้ผมสามารถเปิดเผยได้ว่า ทุกวันในประเทศสหรัฐอเมริกา เครื่องเรดาร์ของเราจับภาพวัตถุประหลาดที่มาในรูปแบบต่างๆและมีพยานผู้พบเห็นปรากฏการณ์หลายพันคนได้รายงานต่อทางการ และมีเอกสารเป็นจำนวนมากที่กำลังพิสูจน์เรื่องนี้ ไม่มีใครต้องการเผยแพร่เรื่องนี้แก่สาธารณชน ทำไม? เพราะหน่วยราชการเกรงว่าประชาชนอาจตื่นตระหนกถึงภัยคุกคามจากนอกโลก อันจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงในทุกๆด้าน… ผมเคยสัมผัสกับปรากฏการณ์ประหลาดครั้งหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อสองสามเดือนก่อนในรัฐฟลอริดา ผมได้เห็นด้วยสายตาตนเอง เป็นจานบินลึกลับลงมายังกลางทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง ซึ่งบัดนี้ยังพอมีร่องรอยให้พิสูจน์ได้ ต่อมามนุษย์ต่างดาวได้ลงมาดูลักษณะดิน แล้วนำดินใส่ลงไปในภาชนะคล้ายกระบอกแก้วขนาดใหญ่ นำขึ้นไปบนยาน จากนั้นมันก็บินขึ้นไปด้วยความเร็วสูงมาก แล้วหายลับไปในที่สุด… ต่อมาผมทราบว่าหน่วยงานราชการหลายแห่งที่เกี่ยวข้องไม่ทราบเรื่อง จนกระทั่งได้รับทราบจากสื่อมวลและทางสถานีโทรทัศน์ คงจะกังวลในเรื่องที่จะมีผลกระทบให้ประชาชนประหวั่นพรั่นพรึงมากกว่า จึงเก็บเรื่องดังกล่าวไว้เป็นความลับ"

กอร์ดอน คูเปอร์ กับภารกิจเมอรคิวรี่



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 19:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ในช่วง 4-5 ปี ปรากฏว่ามีข่าวพบเห็นจานบิน ปรากฏข่าวพบเห็นจานบิน ปรากฏการณ์จานบินที่ลงมายังพื้นโลก การติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว และการลักพาตัวโดยมนุษย์ต่างดาวในประเทศต่างๆทั่วโลกมากขึ้นตามลำดับ จนดูเหมือนว่าโลกเรากลายเป็นชุมทางของจักรวาลอีกแห่งหนึ่ง…" ทิมโมที กู้ด นักค้นคว้าจานบินระดับชั้นนำของโลก

"ในกาแล็กซีของระบบสุริยจักรวาลของเรานั้น ประกอบด้วยดวงดาวต่างๆกว่าหนึ่งร้อยพันล้านดวง อาจเป็นไปได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวหลายดวง ซึ่งกลายเป็นอาณานิคมในห้วงแห่งอวกาศที่ห่างไกล จำเป็นต้องอาศัยการเดินทางอวกาศห่างไกลหลายปีแสง… ช่วงเวลาของสิ่งที่มีชีวิตภายใต้อารยธรรมที่ก้าวหน้า คือช่วงเวลาเมื่อ 10 ล้านปี… ในห้วงแห่งจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น คงมีอารยธรรมอันศิวิไลซ์ของสิ่งมีชีวิตคล้ายกับโลกเรา หรือเจริญก้าวหน้ากว่าโลกเรา นับจำนวนมากถึง 1,000,000 แห่งในกาแล็กซีของเรา…" เอียน ริคแพท นักค้นคว้าและนักเขียนบทความทางวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง

"จานบินเป็นสิ่งเร้นลับที่ยังเป็นปริศนาและมีอิทธิพลล้ำลึกต่อชาวโลกบางกลุ่มเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง แต่บางกลุ่มกลับมองว่าเป็นนิยายเพ้อฝัน ทรรศนะของคนสองกลุ่มนี้มีหน่วยงาน และสถาบันต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ รัสเซียเดิม ญี่ปุ่น เยอรมนี และประเทศอื่นๆทั่วโลก ได้พยายามที่จะค้นคว้าและไขปริศนาลับเกี่ยวกับจานบินและมนุษย์ต่างดาวอย่างไม่ลดละ ซึ่งคาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ ชาวโลกคงจะได้รับทราบเรื่องดังกล่าวในเชิงรูปธรรมที่มองเห็นเด่นชัดยิ่งขึ้น…" ศาสตราจารย์เหลียง เรงหลิน แห่งมหาวิทยาลัยกวางซู จี้หนาน

"พลเรือเอกซัมเนอร์ อดีตผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งกองทัพเรือได้เปิดเผย ไม่เพียงแต่ยอมรับว่าสหรัฐฯ เป็นเจ้าของยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวหลายลำ แต่ยังชี้ให้เห็นเกี่ยวกับโครงสร้างและส่วนประกอบที่สำคัญอีกหลายประการ" บ็อบ เอกซเลอร์ อดีตผู้เชี่ยวชาญพิเศษองค์การนาซา

"บัดนี้ในจักรวาลของเราได้มีการติดต่อกับแหล่งวัฒนธรรมที่เจริญรุ่งเรืองระหว่างดวงดาวต่างๆแล้ว" ดร.เบอร์นาร์ด โอลิเวอร์ คณะกรรมการระดับสูงขององค์การนาซา

ดร.เบอร์นาร์ด โอลิเวอร์

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 19:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

“มันเป็นยานลำใหญ่ที่มีแสงสว่างมาก เปลี่ยนสีได้หลายสี และมีขนาดราวดวงจันทร์ พวกเราดูมันอยู่เป็นเวลาร่วม 10 นาที แต่ไม่มีใครบอกได้เลยว่ามันเป็นอะไร แต่ที่แน่ใจได้สิ่งหนึ่งคือ ผมจะไม่หัวเราะเยาะ คนที่บอกว่าเขาได้เห็นจานบินบนท้องฟ้าเลย” จิมมี่ คาร์เตอร์ (JIMMY CARTER) อดีตประธานาธิบดีสหรัฐคนที่ 39 แถลงการณ์ ที่เมืองทอมสัน รัฐจอร์เจีย พ.ศ.2509 (TOMSON,JORJIA 1966)

"หากมีมนุษย์จากดาวเคราะห์ดวงอื่นในห้วงแห่งจักรวาลเข้ามาคุกคามโลกเรา… เราต้องลืมข้อขัดแย้งระหว่างประเทศของเราทั้งสองแล้วจับมือกันหาทางแก้ไขทันที เพื่อประโยชน์และความมั่นคงสำหรับเราทั้งสอง และมนุษยชาติที่อาศัยอยู่บนโลกนี้" อดีตประธานาธิบดีเรแกน แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวกับอดีตประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอพ ผู้นำรัสเซียเดิม ช่วงมีการประชุมสุดยอดที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิส ในเดือนพฤศจิกายน 1985

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 19:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ปรากฏการณ์จานบินเหนือโลกเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน และนั่นคือสิ่งที่ต้องได้รับการเอาใจใส่อย่างจริงจังต่อไปอนาคต" อดีตประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ตอบคำถามกลุ่มคนงานเหมืองแร่ในเขตเทือกเขาอูราล ช่วงต้นปี 1990

"ระบบพลังขับเคลื่อนของจานบินจากนอกโลกนั้น เป็นระบบขับเคลื่อนอาศัยแรงโน้มถ่วง และแหล่งพลังงานก็คือ เตาปฏิกรณ์แอนติแมตเตอร์…เทคโนโลยีนี้ไม่มีอยู่ในโลกเรา…" บ็อบ ลาซาร์ อดีตนักฟิสิกส์เปิดเผยความลับในเขตดรีมแลนด์

"เราได้ตามจานบินลำนั้นไปนานหลายนาที… ทันใดนั้นพวกเราต้องตกตะลึง เนื่องจากมันบินเป็นเส้นตรงในแนวดิ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วหายลับไป ครั้นลงจากเครื่องบินแล้ว ผมยังได้เล่าเหตุการณ์ที่ตื่นเต้นระทึกใจให้แนนซี่ฟัง… และนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เราได้เสาะหาหนังสืออ่านประวัติความเป็นมาของจานบินด้วยความสนใจมากทีเดียว" อดีตประธานาธิบดีเรแกน แห่งสหรัฐอเมริกา กล่าวขณะดำรงเป็นผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ในปี 1974

"หากผมได้เป็นประธานาธิบดี ผมจะสนับสนุนให้จัดทำข้อมูลข่าวสารทุกรูปแบบเกี่ยวกับเรื่องจานบิน เผยแพร่แก่สาธารณชน และนักค้นคว้าหรือนักวิทยาศาสตร์ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" อดีตประธานาธิบดีจิมมี คาร์เตอร์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าว ขณะดำรงตำแห่งผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย ในปี 1959 ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

"มนุษย์ต่างดาวมีรูปร่างครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ มีผิวหนังสีเทา ดวงตากลมโต และเฉียงขึ้นไปทางขมับทั้งสองข้าง นิ้วมือยาว…เรียว ไม่มีนิ้วหัวแม่มือ เล็บนิ้วมือสีดำ นัยน์ตาสีเหลือง และตาดำ มีเส้นตรงเป็นขีดลงมาคล้ายตาแมวหรือจระเข้… มนุษย์ต่างดาวใช้เครื่องมือประหลาดนำไข่จากรังในมดลูกของฉันไปตรวจด้วย อาจเป็นการตรวจดูลักษณะอวัยวะเพศ และการผสมพันธุ์อันเป็นส่วนประกอบในการกำเนิดมนุษย์ เพื่อเปรียบเทียบกับพวกเขาก็เป็นได้" จูดี้ โครว์ตี ผู้ถูกมนุษย์ต่างดาวลักพาตัวไป

"เอกสารรายงานเผยแพร่แก่สาธารณชนยังมีน้อย เนื่องจากส่วนหนึ่งยังต้องปกปิดเป็นความลับ… เป็นที่ยอมรับว่ามนุษย์จากโลกอื่นได้มาเยี่ยมโลกเรา และได้ติดต่อกับโลกเราจริง… รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้มีความคิดร่วมกับประเทศมหาอำนาจอื่นหลายประเทศในโลก ตัดสินใจเก็บข้อมูลบางส่วนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ" วิคเตอร์ มาร์เซ็ตตี อดีตผู้ช่วยรองผู้อำนวยการ และผู้ช่วยพิเศษ ผู้อำนวยการบริหารหน่วยซีไอเอ

ภาพถ่าย UFO จากยาน apollo 15

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 19:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แม้ยานอพอลโลจะนำมนุษย์โลกลงไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ และถ่ายทอดภาพมาให้คนบนโลกเห็นว่า บนดวงจันทร์วันเพ็ญที่ลอยเด่นอยู่ในนภานั้น ไม่เห็นจะมีอะไรเลย มีแต่หลุมอุกกาบาตขรุขระ ระเกะระกะไปทั่ว แต่กระนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เชื่อว่า บนดวงจันทร์น่าจะมี "อะไร" อยู่บ้าง ซึ่งอาจหลบอยู่ใต้ดิน หรือแอบอยู่ด้านหลังของดวงจันทร์ที่ไม่เคยหันมาให้เราเห็นก็ได้ ข้ออ้างของคนกลุ่มนี้ก็คือ รายงานการเห็นปรากฏการณ์ชั่วขณะบนดวงจันทร์ (Transient lunar phenomena หรือ tlp) จากนักดาราศาสตร์ ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นทั่วโลก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 19:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปรากฏการณ์ชั่วขณะบนดวงจันทร์ ที่นักดาราศาสตร์เคยเห็นกันจากกล้องดูดาวนั้น มีทั้งเห็นเป็นแสงสีเรืองรองวูบวาบ พื้นผิวดวงจันทร์บางส่วนถูกหมอกหรือฝุ่นอะไรบางอย่างก่อตัวขึ้นบดบังชั่วคราว เทหวัตถุบนฟากฟ้าที่โคจรเข้ามาใกล้ดวงจันทร์ เกิดความเบี่ยงเบนหรือมีแสงเจิดจ้าแปลกๆรายงานการเห็นปรากฏการณ์ทำนองนี้มีมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เมื่อ 100 กว่าปีก่อนโน้น จูเลียส ชมิดท์ นักดาราศาสตร์ผู้ชำนาญในการทำแผนที่ภูมิประเทศบนดวงจันทร์ รายงานว่า เมื่อเขาส่องกล้องมองดวงจันทร์ ก็พบว่าตรงที่ที่เคยมีหลุม อุกกาบาตลินน์ (Linne) กลับเหลือเพียงรอยสีขาวเล็กๆ หลุมอุกกาบาตเบ้อเร่อเบ้อร่า หายไปไหนไม่รู้ ตอนนั้นใครๆ ก็ว่าชมิดท์ตาฝาด หรือไม่ก็มองผิดตำแหน่ง แต่ต่อมาก็มีผู้รายงานเข้ามาอีกว่า ที่บริเวณหลุม อุกกาบาตเพลโต (Plato) อันเป็นหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่สังเกตได้ง่าย และมีหลุมอุกกาบาตขนาดเล็กซ้อนอยู่ในหลุมใหญ่อีกที่หนึ่ง วันดีคืนดีก็มีหมอกก่อตัวขึ้นบดบังหลุมอุกกกาบาตเล็กนั้นจนมองไม่เห็น

ปี 1892 เอ็ดเวิร์ด เบอร์นาร์ด นักดาราศาสตร์ ชาวอเมริกัน รายงานว่าที่หลุม อุกกาบาตทาเลส (Thales) ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนจากกล้องดูดาวนั้น อยู่ดีๆ ก็มีแสงสลัวมาบดบัง ในขณะที่ภูมิประเทศอื่นๆ รอบด้านยังกระจ่างชัด

ปี 1902 ชาร์บอนโน นักดาราศาตร์ชาวฝรั่งเศส เห็นกลุ่มหมอกสีขาวก่อตัวขึ้นบริเวณพื้นผิวดวงจันทร์ ตรงที่เรียกว่า ธีอีเตตัส (Theaetetus) โดยปราศจากสาเหตุ

ปี 1955 ดินสมอร์ อัลเทอร์ มองเห็นกลุ่มหมอกหรือฝุ่นบดบังดวงจันทร์บริเวณ อัลฟอนซัส (Alphonsus) อย่างกับว่ามีใครหรืออะไรขุดคุ้ยให้ฝุ่นฟุ้งขึ้นตรงนั้น และอีก 3 ปีต่อมา เอ็น เอ โคลิเรฟ นักดาราศาสตร์ชาวรัสเซียพบว่า ที่ยอดเขาตรงกลางบริเวณ อัลฟอนซัส ซึ่งอัลเตอร์เคยเห็น Tlp มาแล้วนั้น เกิดมี "เมฆ" สีแดงมาบดบังจนมองไม่เห็นยอดเขานั้นเป็นเวลา 2 ชม. แล้วเมฆนั้นก็หายไป จากการวิเคราะห์ข้อมูลต่อมาพบว่าเมฆสีแดงนั้น คือการระเบิดของก๊าซคาร์บอน อันทำให้อุณหภูมิขึ้นสูงถึง 2,000 องศาเซลเซียส ปรากฏการณ์ อันจะทำให้อุณหภูมิสูงได้เช่นนี้ ก็เห็นจะมีแต่การระเบิดของภูเขาไฟเท่านั้น แต่ตามที่เราเข้าใจกันนั้น ดวงจันทร์เป็นดาวที่ "ตาย" แล้วไม่น่ามีการระเบิดของภูเขาไฟได้ แล้วถ้าไม่ใช่การระเบิดของภูเขาไฟ แสงเรืองสีแดงกับกลุ่มก๊าซที่ก่อตัวเป็นหมอกสีขาว กินอาณาบริเวณกว้าง มาบดบังภูเขาหรือหลุมอุกกาบาตใหญ่ๆ ได้มิดนานนับเป็นชั่วโมงนั้นมาจากไหนกันเล่า?
Posted Image

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 19:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บทความในนิตยสาร Nedelya ของรัสเซียฉบับวันที่ 10 ธันวาคม 1998 กล่าวถึงโครงการที่ชื่อว่า Search for alien artefacts on the moon (saam) ที่ดำเนินการโดยสถาบันชื่อยาวเหยียด radio astronomy institute of the urranian national of sciences อันเป็นเป้าหมายเพื่อค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับอารยธรรมต่างพิภพบนดวงจันทร์ อเล็กซีย์ อาร์คิพอฟ (alexey arkhipov) นักดาราศาสตร์ในโครงการนี้ ตั้งข้อสมมติฐานไว้ว่า บนดวงจันทร์มีสถานีวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ต่างดาวตั้งอยู่ เพื่อคอยจับตาดูโลก Tlp ที่เกิดขึ้น แสดงว่าอาจมีมนุษย์ต่างดาวภูมิปัญญาสูง ทำอะไรเล่นอยู่บนนั้น หรืออย่างน้อยก็อาจมีเครื่องมือตรวจจับความเป็นไปของโลกที่ยังทำงานอยู่ ถูกทิ้งไว้บนนั้น แม้ผู้เป็นเจ้าของเครื่องมือจะจากไปนานแล้วก็ตามที อาร์คิพอฟบอกว่า มนุษย์ต่างดาวรู้ดีว่า อีกไม่ช้าไม่นานมนุษย์โลกก็คงมีความสามารถที่จะไปสำรวจหรือตั้งสถานีวิทยาศาสตร์บนดวงจันทร์ได้ มนุษย์ต่างดาวจึงทยอยล่าถอยและถอนเครื่องไม้เครื่องมือออกไป เพื่อมิให้มนุษย์โลกตรวจจับร่องรอยได้ วิธีที่ดีที่สุดที่ทำลายหลักฐานก็คือระเบิดทิ้งเสีย ซึ่งถ้ามองจากโลกมนุษย์ก็คงจะเข้าใจว่า นั่นเป็นเพียงอุกกาบาตพุ่งชนดวงจันทร์เท่านั้นอาร์คิพอฟยังบอกด้วยว่า สถานีของมนุษย์ต่างดาวบางแห่งอาจจะซ่อนอยู่ใต้ดิน โดยกลบฝังอำพรางไว้ใต้ฝุ่นหนาๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ ฝุ่นกระจายตัวบางลง สถานีเหล่านี้อาจโผล่ขึ้นมาให้เห็น เป็นรูปเป็นรอย ในโครงการ saam นั้น เขามีคอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมอันสามารถตรวจจับร่องรอยเช่นนี้ได้ แม้จะมีอยู่ต่ำกว่าพื้นผิวรอบด้านกว่า 1 กม. ก็ตามที อาร์คิพอฟอ้างว่าที่เนินเขาแห่งหนึ่งบนดวงจันทร์ เขาเห็นพื้นราบรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างยาวประมาณ 800 เมตร ที่คล้ายจะมี "ฐานราก" ของสิ่งก่อสร้างบางอย่างอยู่ด้วย ฐานรากนั้นอาจเป็นเนินหินเนินทรายที่ก่อตัวตามธรรมชาติ แต่บังเอิญดูแล้วหลอกตาเหมือนซากอาคารก็ได้

จะว่าไปแล้ว tlp ก็เป็นปรากฏการณ์ที่รู้เห็น เฉพาะในบรรดานักดาราศาสตร์ที่ขยันส่องกล้องมองดวงจันทร์ มนุษย์ตาเปล่าอย่างเราๆ ไม่เคยเห็นอย่างท่าน แต่ก็ยังพอมีบางสิ่งบางอย่างที่เเราพอจะสัมผัสด้วยตาของเราเองได้บ้าง นั่นก็คือภาพถ่ายพื้นผิวดวงจันทร์ ที่บรรดายานอวกาศต่างๆ ทั้งของสหรัฐอเมริกาและของรัสเซีย ถ่ายมาให้ดู

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 19:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

18 กรกฎาคม 1965 รัสเซียส่งยาน Zond 3 ขึ้นสู่อวกาศ ยานนี้เป็นยานสำรวจไร้มนุษย์มีเป้าหมายที่จะเดินทางตัดผ่านวงโคจรของดาวอังคาร เมื่อ Zond 3 เดินทางผ่านดวงจันทร์มันก็บันทึกภาพพื้นผิวดวงจันทร์ไว้ด้วยภาพหนึ่งในจำนวนนี้ ถูกนำลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เดลีเทเลกราฟของอังกฤษเมื่อ 17 สิงหาคม ปีเดียวกัน เป็นภาพทรงโค้งส่วนหนึ่งของดวงจันทร์ซึ่งก็ดูปกติดี ถ้าที่เส้นขอบฟ้าของดวงจันทร์จะไม่มีสิ่งประหลาดอะไรอย่างหนึ่งที่สูงโด่เด่ขึ้นมาอย่างชัดเจน เจ้าสิ่งนี้มองคล้ายๆ หอคอยซึ่งคงจะมีความสูงมิใช้น้อย ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่ามันคืออะไร ได้แต่เรียกกันไปพลางๆ ว่า The Tower

ปลายปี 1995 ริชาร์ด ฮอกแลนด์ (Rocjard hoagland) ชาวอเมริกันได้นำภาพสิ่งแปลกปลอมบนดวงจันทร์ชุดหนึ่งออกมาเผยแพร่ภาพที่เขานำมาแสดงคือ ภาพพื้นผิวดวงจันทร์ ที่มีสิ่งแปลกปลอมคล้ายอาคารอะไรสักอย่าง สูงตระหว่านขึ้นมาจากพื้นราบฮอกแลนด์ เขาเรียกเจ้าสิ่งนี้ว่า Theshard (เศษกระเบื้อง) เขาอ้างว่าได้ภาพนี้มาจากคนในกองทัพสหรัฐฯ เป็นภาพซึ่งถ่ายโดยยาน Clementine 1 เมื่อฤดูใบไม้ผลิปี 1994 ภารกิจของยานคลีเมนไทน์ 1 นั้น คือการถ่ายภาพพื้นผิวดวงจันทร์ ทั้งหมด ภาพ The shard นั้นถ่ายจากบริเวณที่เรียกว่า Sinus medii

ภาพ The Tower

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 19:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ริชาร์ด ฮอกแลนด์ นั้นโด่งดังมาจากคราวที่เขาหยิบยกภาพถ่ายดาวอังคารที่ถ่ายโดยยานไวกิ้งเมื่อปี 1976 ขึ้นมาวิเคราะห์วิจารณ์ ภาพนั้นเป็นเนินหินที่มองเผินๆ คล้ายรูปหน้าคน จึงเป็นที่เรียกขานกันว่า Face on mars ฮอกแลนด์ ลงความเห็นว่า เนินรูปหน้านี้ มิได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่มีผู้สร้างสรรค์ขึ้นมา แต่ต่อมานาซาได้ ภาพถ่ายระยะใกล้ของเนินปริศนานี้ จากปฏิบัติการ Mars Global Surveyor อันทำให้เห็นชัดเจนว่า เนินรูปใบหน้าคนนั้น แท้จริงเป็นเพียงการก่อตัวของหินตามธรรมชาติเท่านั้น แต่แสงเงาและมุมของภาพ ทำให้บังเอิญมองคล้ายเป็นหน้าคน เมื่อเป็นเช่นนี้ ฮอกแลนด์ก็หน้าแตกละสิ สมมติฐานอื่นๆ เกี่ยวกับภาพถ่ายดวงจันทร์ของเขา ก็พลอยขาดน้ำหนัก ไร้คนเชื่อถือไปด้วย อย่างไรก็ตามเรายังไม่รู้แน่ว่า The shard คืออะไร จนกว่าจะได้ภาพใกล้ของบริเวณนี้มายืนยันให้เห็นกันจะจะ
Posted Image

Nasa frame 4822 เป็นภาพถ่ายดวงจันทร์อีกภาพหนึ่งที่ฮอกแลนด์หยิบยกขึ้นมาให้ช่วยกันกังขา แรกทีเดียว เข้าใจว่าภาพนี้เป็นภาพที่ถ่ายพลาด มองไม่รู้ว่าเป็นภาพอะไรกัน แน่ แต่เมื่อนำภาพดังกล่าวมาพิจารณาโดยละเอียดก็พบว่ามีอะไรแปลกๆอยู่ในนั้น ตรงพื้นที่มืดๆ มุมขวาบนของ Frame 4822 ฮอกแลนด์บอกว่ามีเส้นสายแปลกๆ ที่เขาเรียกว่า Genetic Pat Terns อยู่ตรงนั้น เมื่อขยายเส้นสายลายพันธุกรรมดังกล่าวมาดู เขาก็บอกว่า มีภาพคล้ายสิ่งก่อสร้างที่เป็นหอขนาดใหญ่ สูงหลายไมล์ ก็ไม่ทราบว่าคุณฮอกแลนด์แกจะตาฝาด หรือจิตนาการเลิศลอยไปนิด เหมือนคราว Face on Mars อีก หรือเปล่า

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 31 ก.ค. 14, 19:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปริศนาจากภาพดวงจันทร์ภาพต่อไป ได้จาก ยาน Lunar orbitor 4 ของสหรัฐอเมริกาซึ่งทะยานสู่อวกาศเมื่อ 12 มิถุนายน 1967 ที่ ขอบบนซ้ายของหลุมอุกกาบาตใหญ่ชื่อ Mare Margins ในภาพ ที่รูปรอยอะไรบางอย่างที่คล้ายอาคารรูปตัว T กลับหัว นักดาราศาสตร์รู้จัก Mare Margins ดีว่า บริเวณนี้มีสิ่งน่าสนใจหลายอย่าง มีทั้งพายุหมุนที่อาจเกิดจากแผ่นดินไหวมีทั้งรูปรอยแปลกๆ แล้วรูปรอยเหมือนสิ่งก่อสร้างนี้เล่า คืออะไร

Nasa frame 71-h-1765 เป็นอีกภาพหนึ่งของพื้นผิวดวงจันทร์ ที่ดูจะมีอะไรน่าสนใจ อยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับภาพถ่ายทางอากาศของ พีระมิด ดาชูร์ (Dashur) แห่งอียิปต์ ซึ่งถ่ายไว้เมื่อ 17 กรกฎาคม 1943 ในภาพหลังนี้พีระมิดซึ่งสูงหลายพันฟิต มองเห็นเป็นเหลี่ยมเป็นมุม มีด้านมืดด้านสว่าง โดดเด่นเห็นชัดอยู่ท่ากลางทะเลทราบ ทีนี้ลองพิจารณา Frame 71-h-1765 ดูบ้าง ภาพนี้จาเทือกเขา Oceanus procell-arum และ Hero dotus บนดวงจันทร์ ภูมิประเทศในภาพดูเหมือนจะมีเนินยอดแหลมคล้ายพีระมิดอยู่ 5-6 เนินใกล้ๆ กัน ซึ่งคงจะสูงกว่าพีระมิดดาชูร์อยู่ไม่น้อย แต่อาจจะเป็นเพียงเนินธรรมชาติ ที่มุมมองแสงและเงาลวงตาเรา

เครดิต เว็บอินเตอร์เนต

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 1 ส.ค. 14, 07:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คนเข้ามาดูเป็น 100 คนเลยเท่ากับ 2 ห้องเรียนนะ...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม