หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: "กินกะทิอย่างไรให้ได้ประโยชน์"  (อ่าน 199 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 8 ธ.ค. 14, 10:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ติวเข้มเชฟรุ่นใหม่ รู้จริงสูตรอาหารไทย
"กินกะทิอย่างไรให้ได้ประโยชน์"
ด้วยรสชาติที่อร่อยและอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ของอาหารไทย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่อาหารไทยจะได้รับความนิยมและยกย่องจากนานาประเทศทั่วโลก และลงมติว่าเป็นสุดยอดเมนูอาหารที่อร่อยที่สุดในโลก โดยวัตถุดิบอย่าง "กะทิ" ถือเป็นเอกลักษณ์คู่ครัวในการปรุงอาหารคาวหวานของคนไทยมาแต่โบราณ ทั้งนี้หากขาดส่วนประกอบสำคัญของกะทิแล้ว รสชาติอาหารย่อมไม่หวาน มัน กลมกล่อมครบรส
แม้กะทิจะเป็นภูมิปัญญาด้านอาหารแต่โบราณของคนไทย ที่เป็นส่วนผสมของอาหารคาวหวานแทบชนิด แต่ด้วยความเชื่อและค่านิยมที่เปลี่ยนไปของสังคมไทย ทำให้เกิดความเข้าใจว่าการบริโภคกะทิเป็นสาเหตุทำให้อ้วน คอเลสเตอรอลสูง จึงทำให้คนไทยจำนวนไม่น้อยพลอยกลัวมะพร้าวและไม่กล้ากินอาหารที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ ทั้งที่เป็นสารอาหารที่จำเป็นมีประโยชน์ต่อร่างกาย
ล่าสุดเพื่อเป็นการให้ความรู้ที่ถูกต้องในมุมมองของนักโภชนาการ "กินกะทิอย่างไรให้ได้ประโยชน์"กลายเป็นหัวข้อกิจกรรมเวิร์คช็อปในโครงการประกวดสูตรอาหารไทยจากกะทิอัมพวา ชิงรางวัลหัวกะทิอัมพวาครั้งที่ 2 จัดโดยบริษัท เอเซียติคอุตสาหกรรมเกษตร จำกัด เจ้าของผลิตภัณฑ์กะทิสำเร็จรูป "อัมพวา" โดยมีน้องๆ ระดับอุดมศึกษาจากสถาบันการศึกษาชั้นนำทั่วประเทศที่ผ่านรอบคัดเลือกประกวดสูตรอาหารไทยฯทั้งสิ้น 32 ทีม เข้าร่วมฟัง เพื่อให้นักศึกษาสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปใช้ในการประกอบอาหารให้เกิดประโยชน์กับผู้บริโภค โดยอาจารย์สง่า ดามาพงษ์ อดีตโฆษกกระทรวงสาธารณสุข นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเป็นวิทยาการ
อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ กล่าวว่าอาหารไทยกับกะทิเป็นสิ่งที่คู่กันมาอย่างยาวนาน ซึ่งคนไทยนิยมใช้ประกอบอาหารทั้งคาวและของหวานได้อย่างมากมายหลากหลายเมนู โดยกะทิได้จากการคั้น เนื้อมะพร้าวสดที่ขูดเทน้ำอุ่นลงไปให้พอชุ่ม จากนั้นคลุกเคล้าให้ทั่วแล้วคั้นผ่านกระชอนหรือผ้าขาวบาง โดยน้ำกะทิจะมีสีขาวข้นคล้ายน้ำนม มีรสชาติเข้มข้น หวานและหอมจากน้ำมันมะพร้าวและน้ำตาลมะพร้าวที่อยู่ในเนื้อมะพร้าว น้ำกะทิที่ได้จากการคั้นครั้งแรกเรียกว่า หัวกะทิ ส่วนน้ำกะทิที่ได้จากการคั้นในครั้งที่ 2 และ 3 เรียกว่าหางกะทิ
ประโยชน์ของกะทิก็คือมีไขมันซึ่งเป็นสารอาหารที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตมนุษย์ ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยการดูดซึม วิตามิน A,D,E,K เป็นส่วนประกอบของเซลล์และเนื้อเยื่อในร่างกายช่วยห่อหุ้มอวัยวะและกระดูก ช่วยให้ผิวมีความชุ่มชื้น ไม่แตกแห้ง ป้องกันการสูญเสียความร้อน และยังช่วยให้ร่างกายมีความอบอุ่น ให้กรดไขมันจำเป็นแก่ร่างกาย ซึ่งร่างกายสร้างไขมันบางชนิดไม่ได้ จำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น การได้รับไขมันในอาหารบ้างจะทำให้รู้สึกอิ่มนาน และเพิ่มความอร่อยให้กับอาหารด้วย
หากถามว่ากินกะทิทำให้อ้วนจริงหรือไม่ เนื่องจากกะทิทำมาจากมะพร้าวซึ่งเป็นพืชจึงไม่มีคอเลสเตอรอล แต่เป็นอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวค่อนข้างเยอะ ซึ่งให้พลังงานสูง การกินแกงกะทิจำนวนมากหรือกินบ่อย ๆ อาจได้รับพลังงานเกินความต้องการของร่างกาย จนเกิดการสะสมพลังงานส่วนเกินในรูปของไขมันสะสมในร่างกาย และทำให้อ้วนได้ เช่นเดียวกับอาหารประเภทอื่นๆถ้ารับประทานมากเกินความต้องการของร่างกาย ก็ไม่ดีทั้งสิ้น ทำให้เกิดโทษในร่างกาย ดังนั้นควรเลือกกินกะทิแต่พอดี ในปริมาณที่เหมาะสม และควรหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนเมนูอาหารประเภทอื่นบ้าง

การกินกะทิให้ได้ประโยชน์ คือการกินแต่น้อยเท่าที่จำเป็น อาทิใน 1 วันเราสามารถรับประทานน้ำมันไม่ควรเกิน 1 ช้อนชา ขณะที่เราสามารถทานกะทิได้ถึง 6 ช้อนชาต่อวัน เพราะกะทิมีคอเลสเตอรอลน้อยมากกว่าน้ำมันต่างๆ อีกทั้งควรรับประทานอาหารที่ครบถ้วนตามโภชนาการ 5 หมู่ และต้องกินให้ได้สัดส่วน ปริมาณที่เพียงพอไม่มากน้อยจนเกินไป รวมถึงมีความหลากหลาย เลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด มันจัด โดยเฉพาะอาหารที่มีกากใยสูง ผัก ผลไม้ ธัญพืช ช่วยให้การย่อย และการดูดซึมน้ำตาลช้าลง ทำให้เซลล์ต่างๆ ในร่างกายสามารถดึงน้ำตาลที่อยู่ในเลือดไปใช้งานได้ทัน ไม่เกิดการสะสมมากเกินความจำเป็นของร่างกาย
นอกจากการกินอย่างเพียงพอ ครบ 5 หมู่แล้ว เรื่องที่ต้องทำคู่กันก็คือการออกกำลังกาย เพื่อนำมาซึ่งสุขภาพที่ดี เพราะการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอาหารการกินนั้นไม่เป็นผล เมื่อเราออกกำลังกายใช้พลังงานจะทำให้การเผาผลาญดีขึ้น และสุขภาพร่างกายแข็งแรง ห่างไกลโรค
พร้อมกันนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับสูตรอาหารไทยจากกะทิอัมพวาของน้องๆนักศึกษาผู้เข้าร่วมประกวดว่า นอกจากความอร่อยของรสชาติอาหารแล้ว เรื่องของคุณค่าทางโภชนาการเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ใน 1 มื้ออาหาร ต้องกินอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ คือการคำนึงถึงสิ่งที่เราจะกินในแต่ละมื้อ หมู่ที่ 1 เนื้อสัตว์ โปรตีน หมู่ที่ 2 ข้าว แป้ง คาร์โบไฮเดรต หมู่ที่ 3 เกลือแร่และแร่ธาตุ หมู่ที่ 4 ผักผลไม้ที่มีวิตามิน และหมู่ที่ 5 ไขมัน ซึ่งส่วนมากเราจะขาดผักและผลไม้ จึงจำเป็นต้องชดเชยด้วยการทานผักให้มากๆ หรือรับประทานผลไม้เป็นอาหารว่าง
หลังจากกิจกรรมเวิร์คช็อปที่ให้ความรู้กับน้องๆ ที่สนใจทางด้านการทำอาหารแล้ว สูตรอาหารทั้ง 32 สูตรที่ได้รับการปรับปรุงตามคุณค่าทางโภชนาการจะได้รับการตีพิมพ์ใน Cookbook เพื่อเผยแพร่ผลงานของน้องๆ จากการคิดสูตรอาหารไทยที่มีส่วนผสมของกะทิอัมพวาเพื่อเผยแพร่ด้วย
กิจกรรมดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของ การประกวดแข่งขันคิดสูตรอาหารไทย จากกะทิอัมพวา ครั้งที่ 2 จัดโดยบริษัท เอเชียติคอุตสาหกรรมเกษตร จำกัด มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมทั้งหมด 94 ผลงานจาก 15 สถาบันทั่วประเทศ ซึ่งกำลังจะประกาศผลรายชื่อผู้ชนะเลิศในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2557 นี้




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม