หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สิงค์โปร์ ..พร้อมชิงแชมป์กับประเทศไทยในการเป็น MedicalHub ภูมิภาค  (อ่าน 58 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 27 ธ.ค. 16, 15:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจการรักษาพยาบาลในฐานะเป็นธุรกิจที่สำคัญในการนำเงินตราเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะจากผู้ป่วยต่างประเทศต่างๆ ได้แก่มาเลเซีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และศรีลังกา

ประเทศสิงคโปร์ประเมินว่า ในแต่ละปีจะมีชาวต่างชาติจาก 60 ประเทศทั่วโลก จำนวน 400,000 คนมารับการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพในประเทศสิงคโปร์ ความมีชื่อเสียงและพยายามชักชวนให้โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงของประเทศสหรัฐอเมริกา เช่น John Hopkins และ The West Clinic มาเปิดดำเนินการในประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ จุดเด่นของการให้บริการสุขภาพของประเทศสิงคโปร์คือการพัฒนาวิจัยและการใช้เทคโนโลยีด้าน bio-medicine ซึ่งมีบริษัทวิจัยและบริษัทยาที่มีชื่อเสียงระดับโลกด้านนี้มาดำเนินกิจการในประเทศนี้

มากไปกว่ากรายได้ที่ไหลเข้าสู่ประเทศมหาศาลและการจ้างงานที่จะได้รับ หากการแพทย์ในประเทศนั้น ๆ พัฒนาก้าวไกลจนสามารถเป็น “ศูนย์กลางบริการสุขภาพนานาชาติ” หรือ “เมดิเคิล ฮับ” (Medical Hub) คือ “ชื่อเสียง” และ “ความน่าเชื่อถือ” อันเป็นแรงดึงดูดระยะยาวให้ผู้คนที่มีกำลังซื้อสูงจากนานาประเทศเดินทางเข้ามารักษาพยาบาล จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เกือบทุกประเทศบนโลกอยากเป็น Medical Hub ในภูมิภาค คำถามคือประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเอกชน จะนำพาประเทศไทยไปสู่ Medical Hub ได้หรือไม่




สำหรับประเทศไทย...นโยบาย Medical Hub เป็นการดำเนินงานเพื่อยกระดับคุณภาพบริการด้านสาธารณสุขและสุขภาพของประชาชน รวมไปถึงการมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพในระดับสากล ซึ่งดำเนินการโดยกรมสบส. มีการจัดทำเป็นยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเป็นกรอบในการดำเนินงานและบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1) แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (พ.ศ. 2547 – 2557) 2) ยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางบริการด้านสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) รองรับยุทธศาสตร์ประเทศไทย (Country Strategy) (พ.ศ. 2557 – 2561) และยุทธศาสตร์ล่าสุดที่มีการดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ระยะ 10 ปี (พ.ศ. 2559 – 2568) จากการพัฒนาและส่งเสริมนโยบาย Medical Hub มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการทางการแพทย์ กว่า 1.2 ล้านครั้ง สร้างรายได้เข้าประเทศ กว่า 107,000 ล้านบาท ตลอดจนนิตยสารชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก นิตยสาร Bloomberg ได้มีการรายงานว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสูงสุดเป็นอันดับ 1 ของโลก รวมทั้งมีการรายงานจากเว็บไซต์ Medical Travel Quality Alliance อีกว่า โรงพยาบาลของประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของโรงพยาบาลที่ดีที่สุดในโลก ปี พ.ศ. 2557 อีกด้วย

ในปัจจุบัน ภายใต้การจัดทำยุทธศาสตร์ฉบับนี้ ได้มีการจัดทำโครงการสำคัญในระยะเร่งด่วน (Quick Win) ทั้งหมด 5 โครงการด้วยกัน ได้แก่

1. การพัฒนาระบบประกันสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทย (Health Insurance Fee) เป็นการพัฒนาระบบเพื่อจัดเก็บค่าประกันสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติทุกรายที่เดินทางเข้าประเทศไทย สำหรับผู้ที่ถือหนังสือเดินทาง (Passport) ในลักษณะภาคบังคับ อัตรารายละ 50 บาท

2. การขยายเวลาพำนักในราชอาณาจักรไทย รวม 90 วัน สำหรับผู้ป่วยที่เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลและผู้ติดตามรวม 4 ราย ในกลุ่มประเทศ CLMV และจีน โดยจะเริ่มดำเนินการเฉพาะผู้ที่ถือหนังสือเดินทาง ให้พำนักได้ครั้งละไม่เกิน 90 วัน สำหรับการเดินทางเข้าประเทศได้หลายครั้ง (Multiple Entries) และขยายเวลาต่อเนื่องได้ไม่เกิน 1 ปี

3. การขยายเวลาพำนักในราชอาณาจักรไทยสำหรับกลุ่มพำนักระยะยาว (Long Stay Visa) สำหรับ วีซ่าประเภทอยู่ชั่วคราว (Non Immigrant) รหัส O-A (Long Stay) จากเดิมพำนักได้เพียง 1 ปี เปลี่ยนเป็น 10 ปี ซึ่งขอวีซ่าครั้งแรกพำนักได้ 5 ปี และต่ออายุได้อีก 5 ปี มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นชาวต่างชาติอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป มีเงินฝากในบัญชี 3 ล้านบาท หรือมีรายได้ต่อเดือน 1 แสนบาท มีเอกสารประกันสุขภาพที่มีระยะเวลาคุ้มครอง 5 ปี นอกจากนี้ยังสามารถพาคู่สมรส และบุตรตามกฎหมายมาพำนักได้ รวมทั้งสามารถซื้อคอนโด/รถยนต์ ในประเทศไทย และทำงานชั่วคราวได้ตามเกณฑ์ของกระทรวงแรงงาน

4. การพัฒนาสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในจังหวัดท่องเที่ยวชั้นนำ โดยมีเป้าหมายผลักดันสถานพยาบาลของไทยให้เข้ารับการรับรองมาตรฐาน Hospital Accreditation (HA) หรือ Joint Commission International (JCI) พร้อมทั้งการพัฒนาบริการทางการแพทย์โดยการจัดตั้งศูนย์ล่าม และการพัฒนาระบบส่งต่อผู้ป่วย (Referral System)

5. การพัฒนาแหล่งน้ำพุร้อนในประเทศไทย มุ่งสู่เมืองสปาและเส้นทางท่องเที่ยวสายน้ำพุร้อน ซึ่งมีการผสมผสานศาสตร์ในการนวดไทยและสปาเพื่อสุขภาพด้วย พร้อมทั้งมีผลิตภัณฑ์สุขภาพที่โดดเด่นของไทยซึ่งเหมาะสำหรับชาวต่างชาติที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอย่างยิ่ง

เครดิต: http://pantip.com/topic/35932024

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 ธ.ค. 16, 15:17 น โดย d00bd00b » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:  ประเทศไทย  สิงค์โปร์  medicalhub 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม