หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: เมื่อผมป่วยเป็นโรคซึมเศร้า  (อ่าน 220 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 21 ก.ย. 17, 11:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

เพจนี้อาจเป็นประโยชน์กับคุณที่กำลังจะเป็นหรือเป็นโรคซึมเศร้าแล้วที่ยังไม่รู้ตัว หรือคนรอบตัวเขาเหล่านั้นให้เข้าใจพวกเขามากขึ้น
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=350930492023778&id=300064350443726

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 ก.ย. 17, 17:53 น โดย spornchs » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 21 ก.ย. 17, 11:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

https://www.facebook.com/PanicPornchs/posts/361961014254059?comment_id=361989804251180¬if_t=feed_comment¬if_id=1505963006130424

ตอนล่าสุดที่เขียนไว้วันนี้ครับ 21 กันยายน 2560 อาทิตยิ์อับแสง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 21 ก.ย. 17, 15:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ทุกวันจะมีคนเฟส อินบ๊อกมาคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผม ซึ่งผมเองก้ไม่ได้เป็นหมอนะครับ แต่ผมอาศัยการรับฟัง อย่างเข้าใจ ไม่สรุป เพราะผมเองก็ไม่เก่งพอที่จะสรุป ว่าเป็นอะไร เพียงแต่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ได้รับมาที่แสนทรมานจนเดินได้ไม่ได้ ไม่ยอมเข้ารับการรักษา จนสุดท้ายต้องเข้ารับการรักษา ด้วยยา และการทำจิจบำบัดจนจิตแข็งแรงไม่เป็นแพมิก แต่จะมี ซึมได้ในบางครั้ง แต่ผมก็เอาอยู่

เพราประสบการณ์ที่เรียนรู้มาทำให้รู้ว่าจะไล้อการต่างๆเหล่านี้อย่างไร ก็จะแนำนำไป ส่วนใหญ่คุยแล้วก็จะสบายใจ สมองโล่งขึ้น แล้วก็สามารถใช้ชีวิตได้ดี

ดังนั้นหากมีข้อคำถามอะไร ก้แลกเปลี่ยนกันได้นะครับ ผมบอกก่อนไม่ได้เป็นหมอแต่สามารถเอาสิ่งที่พบเจออย่างแสรสาหัสและปรสบการณ์การรักษามาช่วยทำให้อาการของคุณเบาลงได้

ปัจจุบันผมดีเกือยปกติแต่ก็ยังทานยาอยู่ใช้ชีวิตได้อย่างปกติครับ หวังว่า ผมคงจะทำประโยขน์ให้คุณบ้างไม่มากก็อน้อยนะครับ

ขอบคุณครับ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 21 ก.ย. 17, 16:06 น โดย spornchs » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 22 ก.ย. 17, 07:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

https://www.facebook.com/PanicPornchs/



ตอนที่ 1:

ชีวิตตั้งแต่เกิดมาของผมอยู่บนความสะดวกสบาย เรียนโรงเรียนดี ทำงานดีดีเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกที่ที่อยากไป.......แต่แล้ววันนหนึ่งวันที่ไม่คิดฝันว่าชีวิตของตนเองต้องเดินเข้าหาจิตแพทย์ รับประทานยาเพื่อรักษาโรคทางจิต ที่เกิดขึ้น.......กว่าจะมายอมรับว่า เราเป็นคนไข้ที่มีอาการทางจิต ต้องผ่านอะไรมาบ้าง มันโคตรทรมานเลย มันทรมานทุกวันและไม่น่าแปลกใจเลยที่เรามักได้อ่านข่าว คนไข้โรคนี้ฆ่าตัวตาย.....เพราะผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่เคยคิดจะฆ่าตัวตายตอนเป็นอาการโรคนี้หนักๆเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาและยังทำใจไม่ได้ ที่จะถูกเรียกว่า ผู้ป่วยโรคจิต

วันนี้ผมได้ก้าวข้ามจุดนั้นมาแล้วและมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้บางที่อาการเหล่านี้ จะกลับมาเยี่ยมเยียนทดสอบเรา........หากเรามีจิตที่แน่วแน่มั่นคง เราก็จะก้าวผ่านมันได้อย่างดี

อยากจะมาเล่าเผื่อคนที่กำลังจะเป็นหรือเป็นแล้วไม่สามารถยอมรับได้ หากได้อ่านแล้วอาจเป็นประโยชน์ให้ชีวิตสามารถเดินหน้าได้

ผมเองไปโรงพยาบาล 1 สัปดาห์ 4 โรงพยาบาล ช็อปปิ้งหมอเก่งๆตามที่คนแนะนำ เพื่ออยากหายแต่สุดท้ายยิ่งไปกันใหญ่ แต่ละโรงพยาบาล รักษาไม่เหมือนกันเลยผมรู้สึกท้อแท้และหมดแรง เดินได้ไม่ถึง 20 เมตรก็หมดแรง เท้าเย็นตัวเย็นมาถึงช่วงอกในวันหนึ่งจนไม่สามารถเดินต่อไปได้ ต้องหามส่งโรงพยาบาล มันน่ากลัวมากนะ น้ำหนักลดลงเร็วมาก นอนทั้งวันโดยไม่ต้องทำอะไรเลยนอนอยู่ในห้องที่ปิดม่านปืดหน้าต่างปิดไฟทุกดวงอยู่มืดๆทำงานไม่ได้เลย จากคนที่เคยออกกำลังกายว่ายน้ำได้ทีละ1กม. ก็ไม่มีแรงไม่สามารถทำอะไรได้เลย

นี่แหละคือพิษร้ายของคนที่เริ่มป่วยและใจไม่รับการรักษา.....ไว้จะมาเล่านะครับว่าผมรักษาอย่างไรจึงกลับมาขี่จักรยานได้ทีละ20กม. ทำงานได้ตามปกติ แค่ยอมรับชีวิตก็เปลี่ยนไป

Create Date: 03 เมษายน 2560

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 22 ก.ย. 17, 07:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

https://www.facebook.com/PanicPornchs/posts/300068230443338

ตอนที่ 2 :

เพิ่งรับประทานอาหารขึ้นมาร้อนมากมายตอนแรกก็คิดว่าเย็นนี้อาบน้ำเสร็จแล้วว่างๆ ค่อยมานั่งเขียนต่อน่าจะดีพอขึ้นมานั่งคลายร้อนว่างๆเลยเขียนสักหน่อย

ก่อนอื่นขอบอกว่าเรื่องที่จะเล่านี้เล่าจากประสบการณ์ที่เป็นมาจากตนเอง ซึ่งผู้ป่วยคนอื่นก็อาจจะไม่มีอาการเหมือนผมก็ได้........เรื่องมีอยู่ว่า

ในราวสิ้นเดือนพฤษภาคม2559 หมาที่ผมเลี้ยงไว้พันธ์อัลซิเชี่ยนที่แสนฉลาด (เหมือน มอมที่ฉายอยู่ในช่อง Thaipbs ตอนนี้) มันฉลาดมากและเป็นหมาที่ดีที่สุดเท่าที่เลี้ยงมาอยู่ๆมันก็มีก้อนเนื้อที่เต้านมและเดินไม่ได้ผมต้องนำไปตรวจที่โรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่งแถวพุทธมลทล เขาตรวจแล้วปรากฎว่ามันเป็นมะเร็งที่เต้านม ซึ่งก่อนหน้านี้สังเกตเห็นว่าเต้านมมีก้อนกลมๆขนาดเท่าลูกเทนนิสเราไปตรวจวันที่ ปลายเดือยพฤษภาคม เขานัดผ่าตัดมะเร็งวันที่สิบกว่าซึ่งห่างไปสิบกว่าวัน เราถามว่าผ่าเลยได้ไหม เขาบอกไม่ได้ห้องผ่าไม่ว่างเลยเราจึงได้แต่รอ รอให้ถึงวันนั้น

แล้ววันที่จะผ่าก็มาถึงพอไปถึงเขาบอกว่าไม่สามารถผ่าได้เนื่องจากที่มันเดินไม่ได้และเราทำความสะอาดช่วงขาหลังมันไม่ดี ทำให้ผิวหนังอักเสบและแผลที่อักเสบมีแมลงวันเข้าไปวางไข่ทำให้มีหนอนเขาเลยบอกไม่ผ่าให้รักษาผิวให้หายก่อน และก็ตำหนิว่าผมดูแลไม่ดีไม่ยอมพลิกตัวหมาบ่อยๆ ผมบอกว่าผมทำงาน เด็กที่บ้านก็พลิกได้ไม่บ่อย หมาหนัก 46 กิโลมันไม่ง่ายในการพลิก สุดท้ายเราเลยตัดสินใจเอามารักษาที่โรงพยาบาลสัตว์แถวพระรามสาม หมอที่นี่ดีมาก และรักษาอย่างดีและสามารถผ่าตัดได้ในเวลาไม่นาน

หลังจากที่หมาได้ผ่าตัดมะเร็งแล้วทางโรงพยาบาลได้ส่งชิ้นเนื้อไปตรวจและคอนเฟิมว่าต้องส่งตังไปโรงพยาบาลสัตว์จุฬาเพื่อรักษามะเร็งผมก็นำเจ้าหมาแสนรักของผมไป ปรากฎว่าหมอบอกไม่รักษาเพราะมะเร็งอยู่ขั้นที่ 4 รอจังหวะว่าจะตายเมื่อไรเท่านั้น หมอบอกว่าอยู่ได้ไม่ถึง 6 เดือน

ช่วงที่มันเดินไม่ได้มันเป็นแผลกดทับที่สะโพกทั้งสองข้าง เป็นรูใหญ่ขนาดชามเล็กๆ ลึกจนเห็นกระดูความเครียดที่ต้องแบกหมาจาก พระรามสองมาจุฬาทุกวันเพื่อล้างแผลจนแผลหาย ทำให้เครียดมาก แทบไม่ได้นอนเลย

เหตุการณ์ที่สองคือในเดือน สิงหาคมขณะที่ต้องดูแลหมาอยู่พี่ชายผมก็ป่วยเป็นโรคติดเชื้อในกระแสโลหิตนอนICUอยู่ที่ศิริราชแบบเจ้าชายนิทรา จนหมดหวัง จากไป เมื่อวันที่9 กันยายน 2559 ระหว่างที่ต้องเทียวไปเทียวมา ระหว่างโรงพยาบาลคน และสัตว์ผมเหนื่อยและเครียดมากๆ กลางคืนแทบนอนไม่หลับคิดมา จนพี่ชายจากไป

จากนั้นการรักษาหมามะเร็งยิ่งมีอาการหนักหมอแนะและหลายคนแนะให้ไปฉีดยามันให้ส่งมันไปอย่างสงบ แต่เราไม่กล้าพอที่จะทำได้ได้แต่กัดฟันช่วยมัน โดยมันเริ่มมีอาการชัก เพราะมะเร็งดึงน้ำตาลจากตัวมันไปกินและทำให้มันมีอาการน้ำตาลตก และชักในช่วงนี้อาการมะเร็งเริ่มแพร่มาที่ปอดและลามไปที่สมองแล้ว ทุกวันมันน่าสงสารมากมันต้องกินน้ำตาลและทุกคืนตอนตีสามต้องตื่นมาคอยดูและป้อนน้ำตาลให้มันทำอยู่อย่างนี้ราว สองเดือนจนมันจากไปในวันที่ 29 พฤศจิกายน

เมื่อนำไปเผาจนเสร็จและคิดว่าหากเรานำมันไปฉีดยาแต่แรกคงไม่เห็นมันทรมานก่อนตายที่ชักย่างน่ากลัวมาก.......ในใจคิดว่าทุกอย่างจบแล้วเราคงจะดีขึ้นละ

แต่สิ่งที่ตามมาคืออาการนอนไม่หลับ เพราะติดมาจากการไม่หลับต้องตื่นมากลางดึกเพื่อป้อนน้ำตาลให้หมาก็ได้ไปหาหมอที่จ่ายยานอนหลับมาให้กิน จากนั้นก็หลับได้แม้จะไม่ดีนัก

แต่สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นที่ทำให้สมองเหมือนจะแตกและก็เริ่มมีอาการซึมเศร้าก็เกิดขึ้นในวันที่10 ธันวาคม ห่างมาไม่ถึง2อาทิตย์ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ผมเกิดอาการซึมเศร้าและอยู่อย่างทรมาน ไม่รู้ตัวเองเป็นอะไรหาสาเหตุไม่เจอ......จนต้องเข้ารับการรักษา

เดี๋ยวมาเล่าต่อนะครับว่าเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเกิดอาการช๊อกและนำมาซึ่งการป่วยนี้มันนอกเหนือการควบคุมของสมองแล้ว คืออะไร???
3 เมษายน256013:31:34 น.
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 22 ก.ย. 17, 08:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

https://www.facebook.com/PanicPornchs/?hc_ref=ARQckimJtpCV9zefM7quYxNCv6K5JHARNsf2KHH9dFt4ElLM8G0ZIgeCqxnUXuCabtc&fref=nf


ตอนที่ 3:

มาทำงานแต่เข้าขอเล่าต่อสักหน่อยนะครับ

ในวันที่10 ธันวาคม ผมได้รับโทรศัพท์จากหลานสาวว่าหลายชายผมเล่นยาโปร(สารเสพติดชนิดหนึ่ง) จนชัก ผมรู้สึกใจสั่นตกใจรีบขับรถกลับบ้าน มาถึงบ้านผมไม่ได้คุยกับหลานเพราะเห็นเขานอนพักอยู่จนใกล้ค่ำเรียกเขาลงมาคุย และเรารู้สึกว่าเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ที่ปี๊ดขึ้นมาได้เลยเราด่ากราด และรู้สึกว่าสมองเราเริ่มจะแตก จากนั้นก็ปล่อยเขาไปและไม่ได้คุยกับเขาอีกเลยในใจมีกังวลและรู้สึกแย่ผิดหวังที่เราดูแลเขาแล้วผลออกมาเป็นแบบนี้

คืนนั้นนอนไม่หลับอีกรู้สึกปวดหัวมากๆตื่นเช้า ไม่มีแรง มึนงง หัวใจเต้นร็วมากรีบเอาเครื่องวัดความดันมาวัด มันขึ้นมา 210/100 หัวใจเต้น 120กว่า ต้องนอนทั้งวัน และวัดความดันทุก 10 นาทีว่ามันลงไปบ้างไหม วันนั้นทั้งวัน แทบไม่ได้กินข้าวเลยคิดมากวนเวียนว่าเราคงเป็นโรคความดันหรือหัวใจเพราะหัวใจเต้นเร็วมากเลย เราผูกเครื่องวัดความดันติดแขนแทบทั้งวันพออาการดีขึ้นความดันลดก็รู้สึกสบายใจดีขึ้น วันนั้นเราวัดความดันไม่ต่ำกว่าสามสิบครั้ง นอนอยู่คนเดียว จนรู้สึกและคิดอยู่วนไปวนมาว่าเราเป็นโรคอะไรกันแน่

คืนนั้นตีสองผมตืนมากลางดึกหลังจากนอนไปได้แป๊ปเดียวปวดหัวมากรู้สึกว่าตนเองกำลังจะสมองแตกกำลังจะตายคิดไปต่างๆนานา และก็ขับรถไปที่โรงพยาบาลบางกอก9ที่อยู่ใกล้บ้านหมอมาดูอาการให้นอนพักที่ห้องฉุกเฉินสักชั่วโมงความดันเริ่มดีขึ้นหมอเลยมาตรวจความเสี่ยงในการเป็นอัมพาต ซึ่งก็ไม่เป็น หมอเริ่มซักประว้ติและเริ่มมองว่า ผมไม่เป็นอะไร เพียงแต่กังวลเกินไปจนนอนไม่ได้ จึงให้ยานอนหลับซาแนกมากิน กลับมาถึงบ้านเกือบตีสี่ กินยาสักครู่ก็หลับยาวไปถึงเแปดโมงเช้าตื่นมารู้สึกง่วงต่อคงเพราะฤทธิ์ยานอนหลับที่หมอให้มา จน วันนั้นไม่ได้ปทำงานนอนทั้งวันตามเดิม

โชคดีที่ทำงานในแวดวงหมอจึงได้โทรหาหมอที่สนิทกันว่า เป็นอะไรไม่รู้มีอาการแบบที่เล่ามาข้างต้นคุณหมอได้แนะนำไปพบแพทย์ ที่โรงพยาบาล บำรุงราษฏร์ เพื่อดูอาการจากนั้นในวันศุกร์ผมก้ได้ไปพบหมอหมอฟังอาการแล้วตรวจทุกอย่างแล้วดูว่าผมไม่มีอาการทางกาย แต่มีอาการทางจิตคือเป็น Panicattack depressive ซึ่งทำให้ผมคิดวนไปวนมาไม่จบเป็นอาการป่วยทางจิตชนิดหนึ่ง ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่า ฮอร์โมนในร่างกายพร่องแต่พอตรวจก็ไม่ได้เป็นฮอร์โมนยังดีอยู่ หมอสรุปว่าเคมีในสมองไม่บาลานซ์ขาดสมดุลย์ทำให้มีอาการแบบนี้

ณ นาทีนั้นในใจผมไม่ยอมรับการรักษาของหมอค้านว่า เราอาจเป็นความดันหรือโรคหัวใจ ถ้าตรวจพบจะได้รักษาได้ถูกทางนี่หามาสองหมอแล้วก็บอกคนละแบบแต่เป็นไปในทางเดียวกันว่า เป็นอาการทางสมองคราวนี้หมอจ่ายยา เล็กซาโปรมาให้ ทานก่อนนอนวันละครึ่งเม็ด และซาแนกก่อนนอน 1 เม็ด

ผมไม่ยอมรับยาเพราะผมต้านตลอดว่าผมไม่ได้ป่วยทางจิตยิ่งหมอบอกว่า กินเล็กซาโปรแล้วในช่วงแรกจะมีอาการแทรกซ้อน อาเจียน มึนหัวยิ่งทำให้ผมต้านและไม่อยากกินมัน แต่ก็ต้องกิน......จนสามวันหลังจากนั้นที่ใจต้านการรักษา อาการที่แทรกมามันยิ่งเลวร้ายขึ้นมากอีกมันหนักจนผมไม่สามารถเดินได้ก้าวเท้าเดินไม่ออก จนคนรอบข้างตกใจ.........เดี่ยวมาเล่าต่อนะทำงานก่อน

******แค่ใจยอมรับการรักษาก้อจะพ้นจากโรคนี้ได้จริงๆ*******

โดย: Mr.Panicattcak(สมาชิกหมายเลข 3787761 ) 4 เมษายน 2560 8:18:45

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 22 ก.ย. 17, 08:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

https://www.facebook.com/PanicPornchs/posts/300069523776542



ตอนที่ 4:

เช้านี้ตื่นมาด้วยความสดชื่นขึ้นมานิดนึงหลังจากสะบักสะบอมในสองวันที่เริ่มหย่ายานอนหลับเมื่อคืนเลยต้องกลับฟาดยาไรโวทิล(ยาช่วยให้นอนหลับ)ขาด 0.5 มก. 2 เม็ด เหมือนเดิมเพื่อให้คืนนี้หลับให้สบายยาวนานเพราะเมื่อสองวันที่ผ่านมาทั้งวันร่างกายอ่อนแอจามทั้งวัน น้ำมูกไหลจนทำงานงานแทบไม่ได้เมื่อคืนสวดมนต์เสร็จดื่มน้ำชาขี้เหล็กและคาโมมายที่เจ้านายผลิตเอามาให้ลองดื่มมันได้ผลดีจริงๆนะ ลงนอน 8.16 น. ไม่ถึง10นาทีก็หลับไปละ ตืนมาเข้าห้องน้ำตีหนึ่งครึ่งและหลับต่อถึงตีห้ากว่าเลย ชาเขาดีจริงๆ

เอาละมาเข้าเรื่องโรคซึมเศร้าของผมดีกว่าหลังปีใหม่มาผมก็พยายามทำทุกวิธีที่คนรอบตัวแนะนำ ให้สวดมนต์ นั่งสมาธิไปเที่ยวที่ห่างจากที่ที่ไม่เคยไปมั่ง แต่สุดท้ายก็ไม่หายอาการมันเริ่มหนักขึ้นทุกวัน แทบไม่ทำงาน ไม่มีสมาธิ อารมณ์ปี๊ดขึ้นบ่อยๆพร้อมกับความดันที่เพิ่มขึ้นมาอย่างน่ากลัวว่า อาจจะ Strokeเข้าสักวัน ตัวอย่างเช่นมีลูกค้ารายหนึ่งโทรมาขอรายงานทุกสองสามชั่วโมงจนผมทนไม่ได้ปี๊ดและวางหูไป จากนั้นหัวใจก็เต้นเร็วมากความดันขึ้น เชื่อไหมช่วงที่เป็นระแวดระวังความดันผมเอาที่วัดความดันติดตัวไปทำงานทุกวันและบางที่ก็รัดต้นแขนคาไว้เลยถ่านไปฉายสองก้อนที่ปกติหากวัดทุกวันจะใช้ได้เป็นเดือน ผมใช้วันเดียวหมดทำสถิติการวัดมาแล้ววันละ 52 ครั้ง ซึ่งถือเป็นการระแวงเกินกว่าเหตุ

อีกวันที่น่ากลัวคือในวันที่กลางเดือนมกราคมเดินไปทานอาหารกลางวันกับลูกน้อง ก่อนทานรู้สึกตัวเองว่าภายในร่างกายหนาวๆบางครั้งก็ร้อนที่หน้า โทรไปหารุ่นน้องที่สนิทกันเขาบอกว่าร่างกายเกิดอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว อย่าดิ่มน้ำเย็นนะผมก็ขึ้นไปทานอาหารตามปกติ แต่พอเดินกลับมาไม่ถึง20 เมตร ผมเกิดอาการเย็นตั้งแต่ปลายเท้าและเย็นมาถึงหน้าอกหันไปบอกลูกน้องว่าเดินไม่ไหว ก้าวเท้าไม่ออก เลยยืนนิ่งๆสักพักและน้องพาไปนั่งตรงเก้าอี้ยามหน้าห้างห่างไปนิดนึงนั่งอยู่สักพักอาการไม่ไดีขึ้นจึงได้บอกลูกน้องว่าพี่ต้องไปรงพยาบาลละ แต่ตอนนั้นคิดอะไรไม่ออก เลยบอกไปโรงพยาบาลแห่งหนึ่งแถวสีลมและโทรไปหาคุณหมอที่เป็นเพื่อนสนิทที่ช่วยดูแลผมอยู่ เพื่อนที่หมอบอกว่า"ผมกลัวพี่เป็นโรคหัวใจ"และให้ไปโรงพยาบาลอีกแห่งแถวคอนแวนซ์ซึ่งเป็นหมอที่เชี่ยวชาญโรคหัวใจคุณหมอท่านได้จัดการตรวจทุกอย่างปรากฏว่าไม่ได้เป็นอะไรเลยหัวใจแข็งแรงดีทุกอย่างหมอซักประวัติการรักษา และได้ติดต่อกับหมอเจ้าของไข้ผมที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งซึ่งบอกว่าอย่าจ่ายยาความดันเพราะหมอที่เป็นเจ้าของไข้กำลังอยู่ระยะดูอการว่าผมเสี่ยงเป็นความดันหรือเปล่าสุดท้ายหมอท่านนี้ได้สรุปว่าผมไม่เป็นโรคหัวใจเลยมีโอกาสเสี่ยงเพียง5%เท่านั้น

มันทำให้ผมงงมากตอนจ่ายเงินเสร็จจะขับรถกลับบ้านเท้าผมเย็นขึ้นมาอีก หมอถามว่าขับไหวไหม ผมว่าไหวเลยขับกลับไป ระหว่างขับกลับต้องคุยโทรศัพท์กับน้องที่สนิทกันจนถึงบ้านเพราะรถติดและกลัวขาดความมั่นใจว่าจะไปไม่ถึงบ้าน

........อีกวันหนึ่งที่ผ่านไปอย่างแสนสาหัส.......ในวันนี้ได้แง่คิดว่า

1. เราไม่ควรสรุปว่าเราเป็นอะไร

2. ควรมีสติให้มากกว่านี้ในยามที่เรากำลังเกิดอาการ(แต่บางครั้งมันกลัวจนลืมหมด)

3. คำแนะนำของคนรอบด้านเป็นสิ่งดีแต่บางทีมันไม่เกิดผลกับคนป่วยเป็นโรคนี้ เขาลองแล้วไม่เห็นผล ยิ่งไปกันใหญ่ และทำให้ไม่อยากฟังใครอีกเลย

.........คนที่ไม่เคยเป็นไม่สามารถแนะนำใครได้ให้แก้ไขอย่างไร.........ที่ทำได้ดีที่สุดคือฟังและดูเขาว่ามีอะไรที่ทำแล้วดูสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตของเขาไหม.......

ทำงานก่อนนะ เดี๋ยวมาต่อเรื่อง......ผจญภัยกับหมอที่ไม่เป็นมิตร(น่ากลัว).........ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง
โดย: Mr.Panicattcak(สมาชิกหมายเลข 3787761) 5 เมษายน 25607:56:18 น.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 22 ก.ย. 17, 08:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

https://www.facebook.com/PanicPornchs/posts/300070180443143


ตอนที่ 5:

เมื่อวานวันจักรีวันหยุดคิดว่าจะเขียนตามสัญญาแต่ตื่นมาปรากฎว่า ปวดหัวมากเพราะได้รับเมลล์จากที่ทำงานทำให้คิดวนไปวนมาจนไม่มีสติ เลยโดนคุณโรคบ้านี่มาบุกทำการทดสอบอารมณ์ เหมือนเดิมสุดท้ายก็คือความดันขึ้น ปวดหัวนอนมันเกือบทั้งวันมาตั้งสติได้ตอนบ่ายๆ เลยลุกขึ้นมาปั่นจักรยาน1 ชม.ได้ 23 กม. ทุกอย่างก็เลยเริ่มดีขึ้นพอเหนื่อยก็เริ่มลืมทุกอย่างเข้าสู่อารมณ์ปกติ

เอาล่ะมาเล่าต่อกันดีกว่าวันที่ 12 มกราคม. วันนั้นตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความมึนความดันขึ้นมานั่งอยุ่ที่ทำงานมีสายผูกวัดความดันอยู่ที่แขนตลอด จะกดวัดทุกครั้งที่มีความรู้สึกปวดมึนมากๆจนใกล้ๆเที่ยงเหมือนจุดพีค ความดันขึ้นมากว่า200 เลยมีคนแนะนำให้ไปหาหมอคนหนึ่งที่อยู่โรงยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งบอกเก่งวิเคราะห์โรคนี้หายไปหลายคน ได้ยินแค่นั้นตัดสินใจขับรถไปโดยมีคนที่ออฟฟิศนั่งไปเป็นเพื่อนเพราะเกรงว่าจะเป็นอะไรไปกลางทาง ไปถึงโรงพยาบาลทำบัตร พบหมอ หมอเป็นหมออายุรกรรม เข้าไปถึงคุยกันไม่กี่ประโยคคำตอบที่ได้คือ คุณเป็นโรค Panic attack depressive disorder เป็นโรคจากพันธุกรรมไม่มีวันรักษาหายต้องกินยารักษาไปตลอดชีวิตเพราะเคมีในสมองไม่เท่ากัน

ณ นาทีนั้นเหมือนโลกมืด ผมถามหมอว่า ผมนั่งสมาธิสวดมนต์จะรักษาได้ไหม เขาตอบว่าไม่ได้ต้องกินยาอย่างเดียวและขอเลิกการรักษาผมจะส่งไปคลินิกสุขภาพจิตของโรงพยาบาล......ผมเดินออกมาจากห้องตรวจด้วยอาการลอยๆ งงในใจคิดว่า นี่เราใกล้บ้าแล้วหรือ แล้วทำไมหมอบอกเราขนาดนี้ แต่ก็เดินมานั่งรอจิตแพทย์อยู่เกือบชั่วโมง. ในใจตอนนั้นหวาดระแวง กลัว เครียด ตัวร้อนหายใจไม่ออก คัดจมูกมันรวนไปหมดทั้งร่างกาย รอบด้านดูจะมีคนป่วย ที่มีอาการแปลกๆต่างกันเช่นตัวสั่นนั่งเกร็ง อาการแปลกๆทั้งนั้น เรายิ่งกลัวไปใหญ่ ก่อนที่จะเจอจิตแพทย์ที่นี่หมอตั๋นที่คอยดูแลอาการเราอยู่ที่เป็นเพื่อนกัน ก็โทรเข้าถามว่าทำอะไรอยู่ที่ไหนพอรู้ว่า เราอยู่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง คุณหมอตั๋น บอกว่า "ให้กลับมาเลยพี่ไปโรงพยาบาล4 โรงพยาบาลในหนึ่งอาทิตย์ การวางแผนการรักษาของผมจะทำได้ยากมาก" และก็บอกให้ผมไปคลินิก ผมวางสายด้วยอาการงงๆ และเดินไปบอกที่เวชระเบียนว่าผมมีธุระต้องไปละ รอไม่ได้...... แล้วก็ออกมาสัญญากับตัวเองเลยว่าจะไม่มาโรงพยาบาลที่มีหมอโหดๆแบบนี้อีก

ระหว่างทางที่ขับรถกลับมายังคลินิกนั่งใช้สมองคิด ตอนนั้นอารมณ์อยู่ๆก็เริ่มปกติ คิดคำของหมอแล้วอยู่ๆก็นึกว่าพอแม่พี่น้องเราไม่เคยมีอาการแบบนี้ หมอมาสรุปแบบนี้ได้ไงว่าแล้วในสมองก็พูดขึ้นมาว่า เราต้องหายให้ได้ เราไม่ได้บ้า เราไม่มีความดันเพราะถ้าเป็นความดันเราต้องความดันสูงทั้งวัน แต่นี่ พออารมณ์ปกติเราก็ความดันลงปกติ ไม่เหนื่อยไม่คัดจมูก เชื่อไหม ในช่วงที่ปวดหัวคัดจมูกผมใช้ที่พ่นจมูก 2 วันขวด แทบตายเลยเพราะหายใจไม่ออกเมื่อคิดได้ดังนั้นใจก็เริ่มสู้และคิดว่า ในเมื่อเราไม่บ้า เราเป็นอะไรเราต้องได้รับและยอมรับการรักษาจากจิตแพทย์ที่เราไว้ใจ

จากนั้นก็มาพบหมอตั๋นที่คลินิกและหมอตั๋นได้ให้พบคุณหมอแดนจิตแพทย์ของคลินิก และให้คำแนะนำว่า ผมไม่ได้เป็นอะไรมาก เป็นแค่มีความกังวลมากกว่าคนอื่นให้กินยา เล็กซาโปร อยากให้ทนไปให้พ้นสัก 10 วัน แล้ว ทุกอย่างจะดีขึ้นแต่ผมบอกหมอว่า คราวที่แล้วผมทานไปสามวันก็เกิดอาการไซต์เอฟเฟคมือเย็นเท้าเย็นมาถึงอก เดินไม่ได้หมอบอกทำใจยอมรับและลองใหม่ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

สรุปวันนั้นกลับบ้านมานอนคิดอยู่หนึ่งคืนและวันรุ่งขึ้นก็เริ่มทานยาตามหมอสั่ง.......

สรุปแล้ววันนั้นหากไม่เจอหมอคนนั้น เราอาจไม่ฮึดสู้นะ หรือจะเป็นวิธีการทำให้เราดีขึ้นเลยพูดแรงจนเราต้านหมอและเริ่มคิดจะสู้กับโรคที่หมอว่าไว้........อันนี้พยายามคิดบวกไว้จะได้สบายใจ

อย่างไรก็ตาม มาถึงณ นาทีนี้ เราพร้อมรับการรักษาอย่างเต็มที่เดี๋ยวจะมาดูการเปลี่ยนแปลงเมื่อกายใจพร้อมรับการรักษา จะเปลี่ยนไปอย่างไร.....

ไปทำงานก่อนนะครับคราวหน้ามาเล่าต่อหลังทานยาแล้วว่าต้องผจญอะไรอีกบ้าง
โดย: Mr.Panicattack(สมาชิกหมายเลข 3787761 ) 7เมษายน 2560 8:51:35 น.
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  โรคซึมเศร้า แพนิก เครียด นอนไม่หลับ 

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม