หน้า : พิมพ์หน้านี้ - ขั้นตอนการตรวจนิ่วในถุงน้ำดี

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => คลับสุขภาพ => ข้อความที่เริ่มโดย: kob_2015 ที่ 22 ธ.ค. 21, 16:36 น

ขั้นตอนการตรวจนิ่วในถุงน้ำดี


กระทู้: ขั้นตอนการตรวจนิ่วในถุงน้ำดี
เริ่มกระทู้โดย: kob_2015 ที่ 22 ธ.ค. 21, 16:36 น
(https://sv1.picz.in.th/images/2021/12/22/6LZIC0.jpg)

             โรค นิ่วในถุงน้ำดี เป็นโรคในระบบทางเดินอาหารที่สามารถเกิดขึ้นได้และมีอันตรายร้ายแรงถึงชีวิตหากไม่รีบรักษา ส่วนใหญ่มักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยพบได้ตั้งแต่อายุ 30 – 50 ปี ความน่าสนใจของโรคนี้ก็คือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นโรคกระเพาะอาหารจึงหายามารับประทานเอง จนกระทั่งอาการรุนแรงจึงมารับการรักษา เพราะฉะนั้นการรู้ทันโรคนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย

เมื่อสงสัยให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย นิ่วในถุงน้ำดี
             1. เริ่มจากการซักประวัติ อาการ ผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยควรจดจำอาการและระยะเวลาที่เป็นเพื่อแจ้งให้หมอทราบ ข้อมูลที่ชัดเจนจะช่วยให้การวินิจฉัยโรคร่วมกับการตรวจได้ผลที่แม่นยำขึ้น
             2. แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของตับว่ามีการติดเชื้อ หรือมีตับอ่อนอักเสบร่วมด้วยหรือไม่
             3. เมื่อแพทย์สงสัยว่าจะเป็น นิ่วในถุงน้ำดี แพทย์จะทำการอัลตร้าซาวนด์ช่องท้องส่วนบน จะทำให้ทราบผลได้ชัดเจน
             4. หากแพทย์สงสัยว่าอาจจะมีนิ่วหลุดไปในท่อน้ำดีด้วย แพทย์จะทำการส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดี เพื่อเอกซเรย์ดูว่าในท่อน้ำดีมีนิ่วหรือไม่ ถ้ามีอาจจะรักษาด้วยวิธีการคล้องนิ่วในท่อน้ำดีออก
             5. เมื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรคแล้ว แพทย์จะอธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจโรคและทางเลือกในการรักษาด้วยวิธีต่างๆ เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

เราเสี่ยงเป็น นิ่วในถุงน้ำดี มากน้อยแค่ไหน ?
             ถ้าคุณเป็นผู้หญิงก็เสี่ยงกว่าผู้ชาย 2-3 เท่า และยิ่งถ้าอายุมากกว่า 40-60 ขึ้นไปก็มีโอกาสเป็นมากขึ้นอีก โดยเฉพาะผู้หญิงสูงวัยที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน หรือเป็นหญิงตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกำเนิด หรือกินฮอร์โมนเอสโตรเจน ส่วนผู้ชายที่ชอบสังสรรค์ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ และใครก็ตามที่กินอาหารมัน-หวานบ่อยๆ ก็เสี่ยงเช่นกัน เพราะการดื่มกินแบบนี้มักทำให้มีคอเลสเตอรอลในเลือดสูง และมันคือปัจจัยอันดับต้นๆ ในการเกิดโรคนี้นั่นเอง ส่วนผู้ที่ป่วยเป็นโรคเลือด เช่น โรคธาลัสซีเมีย จะมีภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเรื้อรังซึ่งทำให้มีสารบิลิรูบินในน้ำดีสูงขึ้น ผู้ที่เป็นโรคตับแข็งจากการดื่มแอลกอฮอล์ และผู้ป่วยโรคเบาหวานที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์และน้ำตาลในเลือดสูงก็มีโอกาสเป็น นิ่วในถุงน้ำดี  (https://www.nakornthon.com/article/detail/นิ่วในถุงน้ำดี-อันตรายที่ไม่ควรมองข้าม)มากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นหากมีความผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คร่างกายจะได้รับการรักษาได้ทันเวลาครับ