หน้า : 1  พิมพ์หน้านี้ - การเสียสิทธิสภาพนอกอณาเขตในสมัยรัชกาลที่ ๕ และพระปรีชา

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ห้องข่าว => ข้อความที่เริ่มโดย: Drama049 ที่ 8 ส.ค. 10, 09:17 น

การเสียสิทธิสภาพนอกอณาเขตในสมัยรัชกาลที่ ๕ และพระปรีชา


กระทู้: การเสียสิทธิสภาพนอกอณาเขตในสมัยรัชกาลที่ ๕ และพระปรีชา
เริ่มกระทู้โดย: Drama049 ที่ 8 ส.ค. 10, 09:17 น
ขอสวัสดีชาว



ยาวสักนิดเพราะความเข้าใจของผม ต้องอ้างอิงและประกอบเชือมโยง เรื่องต่างๆอาจมีมากกว่าหัวข้อที่ตั้งเพื่อเป็นความรู้ ทาง ประวัติศาสตร์


การเสียดินแดนในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5
ในช่วง พ.ศ.2394-2453 การล่าอาณานิคมของประเทศต่างๆ ในยุโรป ได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในทวีปเอเชีย ประเทศต่างๆ ในเอเชียจึงต้องตกเป็นอาณานิคมแก่ประเทศในยุโรปหลายประเทศด้วยกันประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่ง ที่ถูกอิทธิพลจากการล่าอาณานิคมครอบคลุมมาถึงจนกระทั่งทำให้ต้องเสียดินแดนบางส่วนไป
แต่ก็ยังรักษาเอกราชของชาติไว้ได้ ดินแดนทั้งหมดที่ไทยต้องเสียไป มีดังนี้


การเสียดินแดนให้ ฝรั่งเศส สมัยรัชกาลที่ 4
1. การเสียดินแดนในเขมรหรือเขมรส่วนนอก พ.ศ.2410 ( รัตนโกสินทร์ศักราช 86 ) ฝรั่งเศสคิดว่าแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านดินแดนของประเทศเขมร สามารถนำฝรั่งเศสเข้าไปสู่แคว้นยูนานของประเทศจีนได้ ซึ่งฝรั่งเศสจะใช้เป็นที่ระบายสินค้าที่สำคัญ ขณะนั้นเขมรตกเป็นประเทศราชของไทย ฝรั่งเศสกับไทยจึงเกิดเรื่องบาดหมางใจกันขึ้น โดยฝรั่งเศสอ้างว่า ญวนได้ตกเป็นของฝรั่งเศสและดินแดนต่อจากญวนลงไป โดยที่เขมรยินยอมทำสนธิสัญญาลับยอมอย ภายใต้อำนาจของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2406 แต่ถึงกระนั้นสมเด็จพระนโรดมแห่งเขมรได้ทรงมีหนังสือรายงานกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ว่าพระองค์ทรงถูกบีบบังคับให้ลงนาม แต่ยังมีความจงรักภักดีต่อไทยเสมอ ต่อมาในวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2410 ไทยจึงจำต้องยอมลงนามในสนธิสัญญากับฝรั่งเศสรับรองอย่างเป็นทางการว่าเขมรเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส โดยไทยจะไม่เรียกร้องให้เขมรส่งเครื่องราชบรรณาการให้แก่ไทยดังแต่ก่อน ส่วนดินแดนพระตะบอง เสียมราฐ (เขมรส่วนใน) ก็ยังอยู่ภายใต้การปกครองของไทยตามเดิม

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศส สมัยรัชกาลที่ 5
2. การเสียแคว้นสิบสองเจ้าไทย พ.ศ.2431 ( รัตนโกสินทร์ศักราช107) ฝรั่งเศสขอทำสนธิสัญญากับไทย เพื่อตั้งสถานกงสุลที่หลวงพระบาง พ.ศ.2431 โดยให้ นายออกุสต์ ปาวี (Monsieur August Pavie) เป็นกงสุลประจำ ต่อมาพวกฮ่อเข้าปล้นเขตแดนไทยจนถึงหลวงพระบาง ไทยจึงรีบยกทัพไปปราบปรากฏว่าสามารถขับไล่พวกฮ่อออกจากเขตแดนไทยได้ทั้งหมด แต่ฝรั่งเศสยังคงยึดแคว้นสิบสองเจ้าไทย และหัวพันทั้งห้าทั้งหกไว้ไม่ยอมยกทัพกลับไป โดยอ้างว่าจะคอยปราบปรามพวกฮ่อ

3. การเสียดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง พ.ศ.2436 ( รัตนโกสินทร์ศักราช 112) ฝรั่งเศสต้องการให้ลาวหรือฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง
ตกเป็นเมืองขึ้นของตน จึงใช้ข้ออ้างว่าญวนและเขมรเคยมีอำนาจเหนือลาวมาก่อน เมื่อญวนกับเขมรเป็นเมืองขึ้น
ของฝรั่งเศสดินแดนต่างๆ เหล่านี้ก็ควรตกเป็นของฝรั่งเศสด้วยใน พ.ศ.2436 (ร.ศ.112) ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพเรือ
มาตามลุ่มแม่น้ำโขงและส่งเรือรบ 2 ลำ มาปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยา ทหารได้ทำการยิงต่อสู้ไม่สำเร็จ มีคนได้รับบาดเจ็บ
และเรือเสียหายมาก นายปาวีซึ่งเป็นเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ได้ยื่นคำขาดที่จะปิดน่านน้ำไทย ถ้าไทย
ไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของฝรั่งเศส และปิดอ่าวไทยทันที่ รัฐบาลไทยจึงต้องปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสทุกประการ
เพื่อเอกราชและอธิปไตยของชาติ วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 นี้นับว่าไทยสูญเสียดินแดนครั้งสำคัญและมากที่สุด โดยต้องยอมยกอาณาจักรลาวเกือบทั้งหมดให้กับฝรั่งเศส

4. การเสียดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง พ.ศ.2446 ( รัตนโกสินทร์ศักราช 122) จากวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ทำให้ฝรั่งเศสยึดดินแดนจันทบุรี ซึ่งนับว่าเป็นเมืองยุทธศาสตร์เมืองหนึ่งของไทย ไว้เป็นประกันถึง 10 ปี ไทยจึงหาทางแลกเปลี่ยนโดยยอมยกเมือง
มโนไพรและจำปาศักดิ์ ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเมืองปากเซ และดินแดนฝั่งขวาของแม่น้ำโขง ตรงข้ามกับเมือง
หลวงพระบางให้ใน พ.ศ.2448 ฝรั่งเศสจึงยอมถอนทหารออกจันทบุรี แต่กลับไปยึดเมืองตราดไว้แทน
5. การเสียดินแดนมณฑลบูรพา พ.ศ.2449 ( รัตนโกสินทร์ศักราช 125) ไทยยอมทำสัญญายกมณฑลบูรพา ซึ่งประกอบด้วยเมือง
พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ (เขมรส่วนใน) ให้แก่ฝรั่งเศส เพื่อแลกเปลี่ยนกับจังหวัดตราดและเกาะต่างๆ ที่อยู่ใต้แหลมสิงห์ ลงไปจนถึงเกาะกูดที่ฝรั่งเศสยึดไว้
สิ่งสำคัญที่ไทยได้รับจากการลงนามในสัญญานี้ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 คือ ฝรั่งเศสย่อมผ่อนผัน
ให้คนในบังคับฝรั่งเศสที่เป็นชาวเอเชีย ซึ่งมาจดทะเบียนภายหลังวันลงนามในสัญญาให้ขึ้นอยู่ในอำนาจของศาลไทย แต่ศาลกงสุลของฝรั่งเศสก็ยังคงมีอำนาจที่จะเรียกคดีจากศาลไทยไปพิจารณาใหม่ได้ จนกว่าไทยจะประกาศใช้
ประมวลกฎหมายครบถ้วนแล้ว   

ในสมัยรัชกาลที่ ๕  เราถูกฝรั่งเศษ  อังกฤษ  ล้อมกรอบกระชับอำนาจอยากได้บ้านเราใจแทบขาด  แต่ด้วยพระปรีชาของล้นเกล้า  พระองค์ไม่ได้เที่ยวรอบโลก  แต่ทรงผู้ไมตรีกับนานาประเทศรอบโลก  ในขณะเดียวกัน  พระองค์ทรงคิดแล้วว่า  หากทำสงคราม  เราจะแพ้ฝรั่งเศษ  อังกฤษ  และประเทศมหาอำนาจเหล่านี้แน่นอน  ไม่มีผู้ชนะคนใดเมื่อชนะแล้วอยากได้แผ่นดินเพียงแค่ส่วนเดียว  ผู้ชนะทุกคนต่างอยากได้แผ่นดินและอำนาจทั้งหมด  ดังนั้น  พระองค์จึงทรงยอมสละดินแดนส่วนน้อย  เพื่อเปิดให้เห็นความใจกว้างและความมีอารยธรรมของคนไทยที่ไม่ฝักไฝ่การณรงค์สงคราม 

ในครั้งนั้น  เมื่อฝรั่งเศษได้ดินแดนเราไปบางส่วนแล้ว  จึงไม่มีท่าทีรุกรานไทยอีก  หากฝรั่งเศษรุกราน  เชื่อว่า  นานาอารยประเทศที่ไทยไปผูกไม่ตรีด้วยต้องยื่นมือเข้าช่วยเราอย่างแน่นอน  เพราะเราได้ยอมแล้วบางส่วน  แต่ขอผืนแผ่นดินบางส่วนไว้ให้ลูกหลาน

รัชกาลที่ ๕ ต้องทรงยอมเสียดินแดนบางส่วนให้แก่ฝรั่งเศสและอังกฤษ  เพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้   ทำให้ประเทศไทยรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคม เพียงประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ให้ทุกท่านจงภาคภูมิใจในความเป็นไทยและความ
พระปรีชาของพระองค์ 

มีต่อกระทู้2

ที่ผมนำเสนอมานั้น ได้รับความรู้จากแหล่ง อ้างอิง wwwไซร ต่างๆเพื่อมาให้อ่านเป็นความรู้ทาง ประวัติศาสตร์
 


กระทู้: การเสียสิทธิสภาพนอกอณาเขตในสมัยรัชกาลที่ ๕ และพระปรีชา
เริ่มกระทู้โดย: saran ที่ 8 ส.ค. 10, 14:11 น
พระเจ้าอยู่หัวของเราตั้งแต่อดีดถึงปัจจุบันท่านทำดีที่สุดหาที่เปรียบมิได้แล้ว


กระทู้: การเสียสิทธิสภาพนอกอณาเขตในสมัยรัชกาลที่ ๕ และพระปรีชา
เริ่มกระทู้โดย: jay63vw ที่ 9 ส.ค. 10, 20:11 น
ผมยังคงมีญาติที่อยู่มาเลเชียครับ ( โกลาลัมเบอร )  เนื่องจากได้ลงหลักบักฐานทำการค้าไว้จึกไม่อาจจะทิ้งมาได้ จึงถูกแบ่งออกไปอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ   แต่มารุ้นผมไม่สามารถพูดภาษาไทยได้แล้ว  แต่ก็ยังรู้ว่าเขาเป็นคนไทย